มตตากรุณา ซ้ำยังเชี่ยวชาญศาสตร์ศิลป์”
นักพรตหนุ่มได้ฟังก็อึ้งไปทันที
นกนางแอ่นตัวพลันหนึ่งโผลงมาเกาะอยู่บนชายกระเบื้องหลังซ่งโหยวไร้สุ้มเสียง
“เป็นท่านจริงๆ…”
นักพรตหนุ่มถึงค่อยแน่ใจ เขารีบตั้งสติแล้วโค้งคำนับอย่างเคารพ “ท่านเซียนโปรดรอสักครู่ ข้าจะรีบไปเชิญอาจารย์มาพบ”
“ไม่จำเป็นต้องมากพิธี ข้ามาที่นี่เพราะชื่นชมในชื่อเสียง ต้องการมาพบเพื่อสืบวาสนา และขอมาแวะกินอาหารพักแรมที่นี่สักคืน”
สาวใช้ด้านหลังกลับหัวเราะ
“ท่านนักพรตช่างมีเกียรติยิ่งนัก…”
“อย่าเสียมารยาท”
หญิงสาวผู้เป็นนายเอ่ยปรามเบาๆ
ซ่งโหยวแสร้งว่าไม่ได้ยิน เพียงกวาดสายตามองสำรวจอารามเงียบๆ
หน้าอารามมีลานขนาดใหญ่ อันเป็นที่ตั้งของวิหารบูชาบรรดาเทพตามธรรมเนียมเต๋า ที่ฝั่งซ้ายมีศาลแยกขนาดใหญ่ ไม่ด้อยไปจากวิหารหลักนัก เป็นศาลบูชาเทพสายฟ้า นำโดยโจวเหลยกง บ่งบอกว่าอารามแห่งนี้นับถือเทพสายฟ้าเป็นใหญ่ ส่วนฟากขวาก็มีศาลเล็กๆ สูงแค่ครึ่งตัวคน เป็นศาลบูชาเทพประจำถิ่น
ซ่งโหยวก้าวไปชมศาลเทพสายฟ้าทางซ้าย
หน้าประตูศาลก็มีกลอนคู่เช่นกัน
‘ใจคิดบิดเบี้ยว เผากำยานให้ล้นก็ไร้ผล
กายตั้งมั่นในธรรม แม้มิกราบไหว้ก็หามีโทษไม่’
ภายในมีรูปเทพสายฟ้าทั้งเก้าองค์ ทั้งที่เดิมควรมีสิบ นั่นคือรวมฟู่เหลยกงด้วย ทว่าบัดนี้ฟู่เหลยกงถูกประหารไปแล้ว จึงเหลือเพียงเก้าองค์ ตรงกลางคือรูปเคารพโจวเหลยกงร่างใหญ่อลังการ ประทับนั่งเหนือแท่นด้วยท่วงท่าองอาจ สายตาดุดัน