ด้วย
ซ่งโหยวรู้สึกประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่ง
เคยได้ยินนางจิ้งจอกแห่งหอเซียนกระเรียนเล่าว่า องค์หญิงฉางผิงเคยคิดจะมาเยี่ยมเขากับแม่นางสามสี แต่ถูกขัดขวางไว้ ครานั้นองค์หญิงยังเรืองอำนาจ ห้าวหาญยิ่งนัก ถือหนึ่งในบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในแผ่นดินต้าเยี่ยน ใครเล่าจะคิดว่าจะได้พบกันในสภาพเช่นนี้
ทั้งสองสบตากันเพียงเสี้ยววินาที ครั้นนางกำนัลข้างกายเห็นม่านไหว ก็รีบปิดม่านลง ย่อมไม่อยากให้ผู้คนเห็นความตกต่ำขององค์หญิง
องค์หญิงเองก็ไม่รู้ว่าเขาคือใคร
หากซ่งโหยวไม่ได้ฟังนักปราชญ์เหล่านั้น ก็คงไม่รู้ว่านางคือใครเช่นนั้น
อนิจจัง สรรพสิ่งล้วนไม่เที่ยง แม้นเป็นหอสูงก็มีวันทลายลง
“พวกเจ้าเลิกพูดกันได้แล้ว พวกเราไปกันเถิด ไปชมทิวทัศน์ยามเหมันต์ ดูเสียผู้ใดจะร่ายบทกวีออกมาได้” นักปราชญ์ร่างสูงผอมกล่าว “ท่านอวี๋หลงใหลในบทกวี เมื่อสิบปีก่อนได้เป็นถึงหนึ่งในยอดนักปราชญ์แห่งฉางจิง เห็นทีคงหนีไม่พ้นตำแหน่งมหาเสนาบดีกระมัง หากวันนี้ใครแต่งออกมาดี ก็นำไปมอบให้เขาด้วยกันเถิด”
ขบวนส่งองค์หญิงเคลื่อนออกไปไกล
เหล่านักปราชญ์ก็ทยอยจากไป
ทั้งสองกลับมาที่ถนนต้นหลิว
“เหมียว?”
เจ้าแมววิ่งนำหน้า ใบหน้าเต็มไปด้วยความฉงน ครั้นเร่งฝีเท้าจนถึงหน้าบ้านก็แหงนหน้ามองนักพรต พร้อมกับใช้เท้าเขี่ยประตูเบาๆ
นางยังคงเขี่ยประตูอยู่เช่นนั้น คิดไปคิดมาก็หันกลับมามองซ่งโหยวอีกครั้ง
“เมี้ยว!”
ซ่งโหยวเพียงเดินผ่านนางไปหยิบบางสิ่งที่ถูกเห