ษย์ทั้งสองยังคงเดินมาส่งเขาถึงหน้าประตู
เพียงเห็นนักพรตสะพายสัมภาระ เดินถือไม้เท้าฝ่าหิมะที่กำลังโปรยปราย เบื้องหลังมีเจ้าแมวคอยเดินๆ หยุดๆ ทว่าทุกคราที่หยุดก็มักจะหันมามองพวกเขา ส่วนเจ้าม้าแดงตัวนั้นก็เดินตามหลังไปอย่างเงียบงัน
รอยเลื้อยของงูปรากฏขึ้นกลางป่าหิมะในหุบเขาอีกครา
ซ่งโหยวเลือกเดินตามรอยเลื้อยนั้นไป จึงเดินทางได้อย่างสบายใจขึ้นมาก
ปลายทางอยู่บนยอดเขาลูกหนึ่ง เป็นขอบเขตระหว่างแดนมนุษย์กับภูผาเบื้องบน เมื่อได้มองออกไปยังที่ไกลจากจุดนี้ จะเห็นหมู่บ้านกลางหุบเขา รอยเลื้อยสิ้นสุดลงที่นี่ ซึ่งที่ปลายรอยนั้นมีผู้เฒ่ากำลังนั่งขัดสมาธิบนก้อนหินใหญ่ รับพลังวิญญาณฟ้าดินและแก่นตะวันจันทรา
ซ่งโหยวเดินเข้าไปค้อมกายคารวะ
“ข้ามาลาผู้อาวุโส”
“เจ้าจะไปจากฉางจิงตอนฤดูใบไม้ผลิหรือ”
“ใช่แล้ว”
“ไม่นานหรอก” ซ่งโหยวเอ่ยต่อ “ขอบคุณท่านที่เมตตาดูแลข้า”
เซียนงูยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง ใบหน้าของเขาเหี่ยวย่น ดวงตาปิดสนิท ไม่แม้แต่จะเหลียวมอง ซ้ำยังไม่ตอบรับคำขอบคุณ เพียงเอื้อนเอ่ยเสียงเรียบ “ภายหน้าหากมีเรื่องต้องการความช่วยเหลือจากข้า ก็ให้เจ้านกนางแอ่นบินมาหาข้าบนนี้ อาศัยตอนที่ข้ายังพอขยับร่างกายได้อยู่”
“ขอรับ”
“ข้าไม่ไปส่งเจ้าแล้วกัน”
“เช่นนั้นข้าขอลา”
ซ่งโหยวหมุนกายเดินลงจากเขาไป
ม้าแดงเดินตามมาอีกระยะ จนใกล้ถึงหมู่บ้านเบื้องล่าง ก็หยุดยืนอยู่ตรงนั้น
บัดนี้เซียนงูกลับเพิ่งลืมตาขึ้น มองตามเงาทั้