”
“เพราะครั้งหนึ่ง ข้าเองก็เคยมีอายุพอๆ กับแม่นางสามสี ตอนนั้นข้าเองก็ชอบก่อกองไฟเหมือนกัน” นักพรตยกยิ้มเบาบาง “ตอนเด็กๆ ข้ามักถามอาจารย์ทุกวันว่าวันนี้จะอาบน้ำหรือไม่ หากนางจะอาบ ก็ต้องต้มน้ำหม้อใหญ่ ต้องใช้เวลาก่อไฟนานพอสมควร แต่ช่างน่าเสียดายที่นางเป็นคนขี้เกียจ”
แม่นางสามสีได้ฟัง พลันรู้สึกว่าไม่มีเรื่องใดที่นางปิดบังเขาได้เลย
“เจ้านี่ฉลาดจริงๆ!”
“ก็ยังด้อยกว่าแม่นางสามสีอยู่บ้าง”
“แต่ว่า…”
แม่นางสามสีกะพริบตาปริบๆ กลับบังเกิดความสงสัยเรื่องใหม่ขึ้นแทน
“พวกเรากินแค่แกงเนื้อแกะก็น่าจะอิ่มแล้วแท้ๆ ทำไมยังซื้อไก่มาด้วยเล่า”
“ฤดูหนาวถนอมอาหารได้นานกว่า พวกเราจะได้กินอาหารดีๆ หลายๆ มื้อ”
“แต่อีกไม่กี่วัน เจ้าก็ต้องไปเยี่ยมนางจิ้งจอกนี่นา แล้วเจ้าก็ต้องซื้อไก่ไปฝากนางด้วย เช่นนั้นก็ต้องซื้อไก่ไว้สองตัวสิ”
ต้องออกซื้อไก่อีกครั้งในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน แม่นางสามสีรู้สึกว่านักพรตชักจะฟุ่มเฟือยเกินไปแล้ว
“ที่เจ้าพูดก็มีเหตุผล…”
นักพรตก้มมองเด็กหญิงตัวน้อย
เด็กหญิงสบตาเขากลับ
ทั้งสองคล้ายสื่อสารกันผ่านความเงียบอยู่ครู่หนึ่ง
ไม่นาน แกงเนื้อแกะก็สุกได้ที่ นักพรตเติมเกลือแล้วชิม ก่อนจะตักใส่หม้อดิน จากนั้นก็นำเนื้อไก่และเนื้อวัวตุ๋นออกมาจากหม้ออีกใบ แล้วหยิบตะกร้าที่ได้มาจากหออวิ๋นชุนเมื่อวันแรกที่กลับมาเยือนฉางจิงมาใส่ของ
ร่างเงาเล็กใหญ่แบ่งหน้าที่กันชัดเจน คนหนึ่งอุ้มหม้อดิน อีกคนหนึ่งหิ้