ดหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“เรื่องนี้ให้เสนาบดีเล่าให้ท่านฟังเถิด”
ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์เล็กน้อย แล้วประทับลงดังเดิม แววพระเนตรแฝงประกายครุ่นคิด คล้ายกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิดของพระองค์เอง
“ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน เรื่องขององค์หญิงฉางผิงก่อคลื่นลมในราชสำนักไว้ไม่น้อย ภายนอกวังยังมีคำเล่าลือกระจายออกไป ในหมู่ราษฎรนั้น หากเพียงพูดคุยกันก็ไม่เป็นไร แต่หากมีผู้ตั้งใจบิดเบือนเรื่องราว ปล่อยข่าวหวังให้ราชสำนักปั่นป่วน เช่นนั้นย่อมมิอาจปล่อยผ่านได้ หน่วยอู่เต๋อพบว่าต้นตอข่าวลือมาจากตลาดมืดนอกเมือง ดังนั้นฝ่าบาทจึงออกพระบัญชาให้องค์ชายทั้งสองพระองค์ไปสืบสวน ในขณะเดียวกันก็มีพระบัญชาให้หน่วยอู่เต๋อไม่ต้องขึ้นต่อคำสั่งของสองพระองค์ หวังทอดพระเนตรว่าทั้งสองจะมีวิธีรับมืออย่างไร”
เสนาบดีหยุดไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ
“องค์ชายสามตรากตรำใช้ความคิด พลิกแพลงสารพัด อาศัยคนช่วยเหลือไปทั่ว แม้พอได้ผลอยู่บ้าง ทว่าท้ายที่สุดก็ยังมิอาจเทียบองค์ชายรองผู้เฉียบขาดเด็ดเดี่ยวได้”
“หืม” ซ่งโหยวเกิดความสนใจ “แล้วองค์ชายรองทรงทำเช่นไร”
“องค์ชายรองชักกระบี่ฟันคอหัวหน้าหน่วยอู่เต๋อผู้นั้นขาดทันที เพียงต่อว่า เอ่ยพระนามฝ่าบาทไปก็ควบคุมสถานการณ์ไว้ได้แล้ว หน่วยอู่เต๋อล้วนไม่กล้าขัดขืน คืนนั้นพระองค์จึงนำคนบุกตลาดมืด จับกุมผู้ปล่อยข่าวลือได้หมดสิ้น” พอเล่าถึงตรงนี้เสนาบดีก็อดชมมิได้ “ช่างมีท่วงท่าเสมือนฝ่าบาทเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์”