ไปมองนักพรตหนุ่มตรงข้าม
เหล่าขันทีต่างก็ก้มหน้า ทำทีราวมิได้ยินสิ่งใด
หัวหน้าขันทียังคงจับตามองเจ้าแมว
นางเดินทอดน่องมาจนถึงโต๊ะเสวยของฮ่องเต้ เมื่อรู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวผิดแผกไป ก็หันไปมองคนทั้งท้องพระโรงอย่างแปลกใจ เมื่อไม่พบสิ่งผิดปกติใด ก็ส่ายหัวแล้วเดินต่อไป ไม่นานก็เดินหยุดอยู่ตรงเบื้องพระบาทฮ่องเต้ เหล่าขันทีไม่มีผู้ใดเข้าไปขวาง หาใช่เพราะรู้ว่าแมวตัวนี้ไม่ธรรมดา หากแต่เป็นเพราะมิใช่สถานการณ์ตึงเครียดอันใด แม้จะเป็นเพียงแมวธรรมดาจากตำหนักของใครสักคน หากมันเผลอเดินมาเบื้องพระพักตร์ ก็มิใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
ฮ่องเต้ชราทรงเงยพระพักตร์มองนักพรตหนุ่มเบื้องหน้า แล้วตรัสตอบ
“ใต้หล้านี้ยังมีผู้ใดกล้ายกกองทัพกบฏขึ้นต่อสู้กับข้าได้อีกหรือ”
หากเป็นพระองค์เมื่อสามปีก่อน คงตรัสด้วยท่าทีแข็งกร้าวกว่านี้
แต่กระนั้นน้ำเสียงในวันนี้ก็หาได้ลดทอนความมั่นพระทัยลงแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น หลังได้รับชัยชนะอันยิ่งใหญ่จากทางเหนือ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นผลงานเกริกก้องสะเทือนแผ่นดิน อัครเสนาบดีและเหล่าขันทีกลับได้ยินพระองค์กล่าวถ้อยคำนั้นด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่น
ทว่านักพรตหนุ่มกลับเพียงเม้มริมฝีปาก ไม่ได้กล่าวอันใดต่อ เพียงถามกลับ
“หรือว่าฝ่าบาททรงกริ่งเกรงว่าเขามีใจคิดกบฏ เพียงแต่เพราะถูกพระบารมีกดทับ จึงยังไม่กล้าเผยท่าทีออกมาเท่านั้น”
“อา…”
ฮ่องเต้ทอดถอนพระทัย
“โลกปุถุชนแท้จริงแล้วซับซ้อนนัก หลายสิ่งหลา