เนื่อง กองทัพนี้ได้กลายเป็นกองทัพกล้าแกร่งที่หาได้ยากยิ่งในใต้หล้า ทุกผู้ล้วนฝากชีวิตไว้ได้ แม่ทัพเฉินจึงเป็นศูนย์รวมใจของทั้งกองทัพอย่างแท้จริง”
อัครเสนาบดีเงยหน้าขึ้นมองพวกเขา
กองทัพเช่นนี้หากผู้บัญชาการจงรักภักดีต่อฮ่องเต้ ย่อมเป็นพลังอำนาจสูงสุดของราชบัลลังก์
แต่หากหันปลายหอกลงใต้เมื่อใด ผลลัพธ์ย่อมน่าสยดสยองเกินจะคาดเดา
ฮ่องเต้ตรัสถามต่อ
“ท่านพอจะทราบหรือไม่ ว่าเมื่อเฉินจื่ออี้กลับเมืองหลวงแล้ว ใครจะขึ้นเป็นแม่ทัพรักษาการณ์ที่ชายแดนเหนือแทน”
“เป็นน้องชายร่วมตระกูล ‘เฉินอี้’ หรือ ‘เฉินปู๋คุ่ย’ โดยมีกุนซือจางคอยช่วยเหลือ”
“เฉินปู๋คุ่ยเป็นคนเช่นไร”
“ห้าวหาญ จงรักภักดี บารมีในหมู่ทหารก็ใกล้เคียงกับแม่ทัพเฉิน ทว่าไม่เท่าแม่ทัพเฉิน”
“ท่านรู้หรือไม่ ว่าข้าเรียกเฉินจื่ออี้กลับฉางจิงมาคราวนี้ แท้จริงแล้ว ข้าเรียกพวกเขามาสองคน”
“ผู้ใดเล่าจะเต็มใจเดินเข้าหาความตาย”
ซ่งโหยวเงยหน้าขึ้นมองฮ่องเต้ชราเบื้องหน้า
“อา…”
“เหตุใดฝ่าบาทจึงทอดถอนพระทัยเช่นนั้นเล่า”
“ข้ารู้ดีว่าเฉินจื่ออี้กล้าหาญชาญชัยไร้ผู้ต้าน ความจงรักภักดีของเขาก็มิได้ยิ่งหย่อนไปกว่าความกล้าหาญนั้น แต่ข้าก็แก่ชราเต็มที ต่อให้ยังฝืนประคองต่อไป ก็ประคองได้อีกไม่นานนัก น้ำใจของคนข้าเปลี่ยนแปลงได้ง่ายดาย เฉินจื่ออี้เพิ่งวัยสามสิบกว่า ทุกวันนี้เขาหลงใหลในกลิ่นคาวเลือดยามสงครามและความเร้าใจยามได้รับชัยชนะ เขาอาจไม่มีใจคิดกบฏในวันนี้ แต