ป็นเงินก้อนโตทีเดียว”
“เงินก้อนโต!”
“แล้วแม่นางสามสีคิดจะทำอย่างไรกับเงินพวกนั้นเล่า”
“ซ่อน!”
“อายุยังน้อยแต่รู้จักประหยัดมัธยัสถ์ รู้คุณค่าการเก็บหอมรอมริบ นับว่าเป็นเรื่องที่หาได้ยาก” นักพรตเอ่ยชมมิได้ตระหนี่ถ้อยคำ “แต่เก็บออมก็ส่วนเก็บออม ยังมีส่วนที่ต้องใช้จ่าย กว่าจะหาเงินมาได้ช่างยากเย็นนัก ย่อมต้องให้รางวัลตนเองสักหน่อยจึงจะมีกำลังใจหาเงินต่อไป”
“ให้รางวัล?”
“รางวัลแก่ตนเอง” ซ่งโหยวกล่าว “เช่น ซื้อเนื้อวัวสักสองชั่ง หรือถังหูลู่สักไม้”
“ถังหูลู่สักไม้!”
“จะซื้อสองไม้ก็ได้ อีกไม้แบ่งให้ศิษย์ของเจ้า”
“ซื้อสามไม้! แบ่งให้นักพรตหนึ่งไม้!”
“ยอดเยี่ยม…”
ใต้แสงจันทร์กลางม่านรัตติกาล ถนนหานทางว่างเปล่าไร้ผู้คน นักพรตกับแมวสนทนากันไประหว่างย่างกราย ไม่เร่งไม่ร้อน ไม่หวั่นยามวิกาล ไม่กลัวหนทางไกล ไม่สะทกสะท้านต่อความเหน็บหนาว ปราศจากความกังวล นับเป็นความรื่นรมย์ของนักเดินทางโดยแท้
กระทั่งยามห้า พวกเขาก็มาถึงนอกตัวเมืองแล้ว
ทว่ายามนี้ประตูเมืองยังไม่เปิด
ซ่งโหยวจึงได้แต่ขดกายพักผ่อนอยู่ริมกำแพงเมือง มือหนึ่งกอดไก่ อีกมืออุ้มแมว ภาพดวงจันทร์ลาลับขอบฟ้าปรากฏชัดในสายตา ความมืดเข้าปกคลุมใต้หล้า ส่งให้หมู่ดาวส่องแสงพร่างพราว และยังเห็นเหล่าพ่อค้านอกเมืองจากทั่วสารทิศ ทยอยมารวมตัวรออยู่หน้าประตูตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง บ้างยืนถูมือหวังสร้างไออุ่น บ้างพูดคุยกันเบาๆ รอเวลาที่ประตูเมืองจะเปิด
ซ่งโหย