ักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มทักทายอีกฝ่าย
“อรุณสวัสดิ์”
“คุณชายนี่ท่าน…” เจ้าของร้านกวาดสายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า รวมถึงเด็กหญิงที่อยู่ข้างกาย โดยเฉพาะไก่ในมือเขาและฟืนในอ้อมแขนของเด็กหญิง เพิ่งกลับมาจากนอกเมืองหรือ”
“ใช่แล้ว ออกไปทำธุระนอกเมืองน่ะ”
“ท่านออกไป…”
“ไปหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ช่วยขับไล่สิ่งอัปมงคล ชาวบ้านจึงมอบไก่ตัวนี้ให้เป็นสินน้ำใจ ส่วนแม่นางน้อยผู้นี้นางรู้จักประหยัด จึงเก็บฟืนกลับมาด้วย จะได้ไม่ต้องไปซื้อในเมือง” ซ่งโหยวอธิบายอย่างใจเย็น
“ประหยัดถึงขั้นต้องไปเก็บฟืนเองเชียวหรือ ลำพังแค่ก่อไฟหุงข้าวสักมื้อยังไม่พอเลยกระมัง”
ซ่งโหยวก็คิดเห็นเช่นนั้นอยู่บ้าง ทว่าเมื่อแม่นางสามสีอยู่ใกล้ก็ทำได้เพียงตอบว่า
“ประหยัดได้เท่าไรก็ดีเท่านั้น”
“แล้วเมื่อครู่นี้ท่านจ้องดูอะไรกันเล่า เห็นยืนมองอยู่ตั้งนาน!” เจ้าของร้านพูดพลางเบนสายตาตามซ่งโหยวไป ครั้นเห็นว่าเขากำลังมองหญิงสาวขายไข่เยี่ยวม้าก็เอ่ยถามขึ้น “ท่านอยากซื้อไข่เยี่ยวม้าหรือ”
“ข้าก็คิดอยู่”
“แม่นางผู้นี้มีฝีมือไม่เลวเลย ไข่เยี่ยวม้าที่ห่อไว้สุกกำลังดี ไม่เหลวหรือแข็งเกินไป ขอเพียงต้มตามเวลาที่นางบอก หรือจะซื้อที่หมักสุกแล้วก็ย่อมได้ ร้านข้านับตั้งแต่เริ่มขายโจ๊กไข่เยี่ยวม้าก็ซื้อไข่จากนางมาตลอด” เจ้าของร้านเอ่ยทั้งรอยยิ้ม “นางทั้งขยันและซื่อตรง ค้าขายได้กำไรดีไม่น้อย ท่านรีบหน่อยเถิด ช้ากว่านี้เดี๋ยวนางขายหมดก็กลับบ้านแล้ว”
“ฟ