ังดูเหมือนขายมานานแล้วนะ”
“ตั้งแต่ข้าเริ่มขายโจ๊กไข่เยี่ยวม้า นางก็มาตั้งแผงขายอยู่ที่นี่แล้ว ได้ยินว่าเมื่อก่อนนางขายเต้าหู้ แต่เต้าหู้น่ะทำยากกว่าไข่เยี่ยวม้ามาก แถมได้เงินน้อยกว่าอีก”
“ท่านรู้จักนางดีหรือ”
“จะเรียกว่ารู้จักก็คงไม่ถึงขนาดนั้น แค่คุยกันตอนซื้อของเท่านั้นเอง” เจ้าของร้านหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ได้ยินมาว่านางย้ายมาจากต่างเมือง ไม่มีทั้งพ่อแม่ แต่โชคดีที่ยังมีญาติช่วยเหลืออยู่บ้าง ภายหลังมีคนมาสู่ขอ ก็เลยแต่งงานไป ดูเหมือนจะได้แต่งกับบัณฑิตผู้หนึ่ง ฝีมือพอใช้ได้เลยทีเดียว”
“เช่นนั้นหรือ”
“หากท่านจะซื้อ ก็บอกว่าข้าแนะนำมา นางจะได้คิดราคาตามที่ข้าซื้อ”
“ไว้วันหลังแล้วกัน วันนี้ข้ามีของเต็มมือ ใส่ไม่พอแล้ว”
ซ่งโหยวเห็นบุรุษผู้หนึ่งเดินออกมาจากเรือนด้านหลัง แล้วตรงไปหาสตรีผู้นั้น ดูท่าทางเป็นสามีภรรยากัน บุรุษผู้นั้นแต่งกายเหมือนบัณฑิต เขานำขนมผักกาดมาส่งให้นาง หญิงสาวจึงวางมือลง ถอดถุงมือมารับ จากนั้นก็กินขนมไปพร้อมกับพูดคุยอย่างสนุกสนาน
ซ่งโหยวหันกลับมาพยักหน้าให้เจ้าของร้าน ก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับแม่นางสามสีและไก่ในมือ
“ข้ารู้สึกว่าเราเคยเจอผู้หญิงคนนั้นมาก่อน” เด็กหญิงพูดขึ้น
“แม่นางสามสีความจำเป็นเลิศ” ซ่งโหยวว่า
“ฟืนที่แม่นางสามสีเก็บมานี้มีค่าเท่าไร”
“มีค่ามากเลยทีเดียว” นักพรตหนุ่มตอบพลางหันกลับไปมองอีกครั้ง
สตรีผู้นั้นยังคงกินอาหารเช้าอยู่ ส่วนเจ้าของร้านกล