ก็ถูกยักษ์หินทุบจนร่างแหลกเละ ศีรษะบุบหายไปบางส่วน แขนซ้ายขาด ขาเริ่มกะเผลก ทว่าร่างของเทพแห่งขุนเขาทั้งสองก็เปรอะไปด้วยของเหลวสีดำ ฟองผุดขึ้นทั่วร่าง ควันดำพวยพุ่งส่งกลิ่นคาวคลุ้ง รูปร่างก็เล็กลงไปไม่น้อย
น้ำดำนั้นมิได้กัดกร่อนเพียงกาย ยังบั่นทอนพลังวิญญาณด้วย จึงทำให้สองเทพแห่งขุนเขาขยับเชื่องช้าลง กำลังที่มีก็ลดลงไปมาก อีกทั้งเนื้อหินก็เริ่มเปราะบาง บางครั้งปีศาจฟาดกรงเล็บเพียงครั้งเดียว เศษหินก็ร่วงกระจาย
มีเพียงเสือยักษ์ที่ไม่ระคายเลยแม้แต่น้อย
สามอาจารย์ศิษย์ในบ้านที่คอยจับตาดูอยู่ก็ทั้งสะใจทั้งร้อนใจ ส่วนมือปราบทั้งสองที่ซ่อนอยู่ในพงหญ้า ก็เข้าใจแล้ว ว่าทำไมเหล่าผู้มากวิชาและจอมยุทธ์ถึงไม่อาจจัดการเจ้าสิ่งนี้ได้ คำร่ำลือที่เคยได้ยินคงมีแต่การอวดอ้างทั้งสิ้น หากไม่ใช่เพราะมันโง่และเคลื่อนไหวเชื่องช้า คนเหล่านั้นคงไม่มีชีวิตกลับมาแน่ และไม่น่าแปลกที่เมื่อทางการจะส่งคนมาปราบ มือปราบเก่าทั้งหลายถึงไม่กล้าอาสา
จนกระทั่งยักษ์หินตนหนึ่งฟาดแขนขนาดเท่ารอบเอวมนุษย์ออกไปด้วยแรงมหาศาล น้ำหนักนั้นคงไม่น้อยกว่าพันชั่งแน่ คราวนี้ยักษ์หินวาดแขนออกไปเต็มแรง กระแทกเข้าที่บั้นเอวของปีศาจอย่างจัง
แต่ทว่าคราวนี้กลับไม่สู้ดีนัก เพราะแรงกระแทกนั้นย้อนกลับมาเช่นกัน แขนหินของยักษ์แตกกระจายออกทันใด กลายเป็นก้อนหินร่วงกระแทกพื้นจนแตกละเอียด ไม่รู้ว่าหินแข็งเมื่อครู่ถูกของเหลวเหม็นคาวกัดกร่อนตั้งแต่เมื