ี้ในราชสำนัก มีคนระแวงข้าอยู่ไม่น้อย ต้องการกำจัดข้า” แม่ทัพเฉินส่ายหัว
ซ่งโหยวระลึกถึงเมื่อสามปีก่อน ตอนที่ฮ่องเต้เชิญเขาเข้าวัง เคยพูดถึงแม่ทัพเฉิน ตอนนั้นฮ่องเต้ยังมั่นใจว่าแม่ทัพเฉินจงรักภักดี แต่ไม่รู้ว่าปัจจุบันเป็นอย่างไร จึงลองเอ่ยถามไป
“พระองค์ทรงคิดอย่างไร”
“พระองค์ทรงห่วงใยข้ามาก” แม่ทัพเฉินกล่าวทั้งรอยยิ้ม “แต่ในราชสำนักเต็มไปด้วยขุนนางครึ่งหนึ่งที่แนะนำให้พระองค์หาวิธีขจัดข้า และอีกไม่น้อยแนะนำให้ระวังไม่ให้อยู่กับข้าตัวต่อตัว พระองค์กลับเลือกแนวทางตรงข้าม มักเชิญข้าเข้าเฝ้าเป็นการส่วนตัว หรือพาออกไปล่าสัตว์กับองค์ชาย”
“ท่านเชิญดื่มก่อน”
“ขอดื่มให้ท่านก่อนสักจอก”
แม่ทัพเฉินชูถ้วยคารวะ
ซ่งโหยวจึงยกสุราขึ้นจิบเล็กน้อย
เหล้าอั๋งโจวได้ยินชื่อมานานว่าดี ทำจากข้าวหมัก แค่ได้ดมกลิ่นก็มีกลิ่นข้าวหอมโชยขึ้นมา
เมื่อดื่มจริง รสชาติไม่หวานอย่างที่คิด ยังเป็นรสเหล้าปกติ
“ข้าเป็นนักรบ เชี่ยวชาญการรบ แต่ไม่เก่งราชสำนัก มีสายตาและสติปัญญาพอประมาณ ฮ่องเต้ไว้ใจข้า แต่นั่นไม่ใช่ประด็นเรื่องจะกำจัดข้าหรือไม่” แม่ทัพเฉินส่ายศีรษะทั้งรอยยิ้ม “พระองค์สูงส่ง เป็นดั่งเทพผู้ ควบคุมทุกสิ่ง คิดว่าผู้ใต้บังคับบัญชาไม่มีใครก่อความวุ่นวาย จึงไม่สนใจข้า”
ตอนนี้แม่ทัพเฉินแตกต่างจากเมื่อปีก่อน การถูกเรียกตัวกลับมาในรอบหนึ่งปี ทำให้ชีวิตของเขาเหมือนเดินอยู่บนเส้นด้าย
ซ่งโหยวฟังแล้วเงียบ
เห็นว่าในบันทึกป