“โปรดเล่าให้ข้าฟัง”
“เรื่องนี้นายหญิงคงอธิบายได้ดีกว่าข้า”
“โลกกว้างใหญ่ แต่ผู้เป็นพวกเดียวกันมีน้อย ยามว่างเปล่าก็เหลือเพียงความวังเวง ท่านนักพรตทั้งเคยเห็นปีศาจเป็นปีศาจ ทั้งเห็นปีศาจเป็นคน นับว่าพบเจอยากนัก คราแรกพบ ข้ากับท่านเปรียบเสมือนมิตรเก่า ปราศจากซึ่งความเสแสร้งใดๆ” แม่นางหว่านเจียงวางถ้วยชาลง นางยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ “จิ้งจอกอายุยืนกว่าปีศาจอื่นมาก หลายปีข้างหน้าพวกข้าคงไร้ที่ไป คิดจะผูกมิตรเป็นสหายกับท่าน หาได้หวังถึงขั้นจะได้อยู่เคียงข้างท่านเป็นร้อยปี เพียงสิบยี่สิบปีก็เพียงพอแล้ว หากได้ไปดื่มสุรา สนทนาปรัชญา บรรเลงพิณ ฟังเสียงฝนด้วยกันก็คงคลายความเหงาไปได้มาก”
สาวใช้หัวเราะร่า “ดังนั้น ‘แผนการ’ ของพวกข้าก็หมายถึงท่านนั่นแหละ!”
“…”
ซ่งโหยวถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะความตรงไปตรงมาของพวกนาง แต่เพราะวิธีพูดนี้ช่างแปลกใหม่เสียจริง
เขาจึงตอบไปอย่างนอบน้อม “ข้าลงเขามาเมื่อปีแรกของรัชศกหมิงเต๋อ จะออกพเนจรเป็นเวลายี่สิบปี หลังยี่สิบปีจะกลับไปยังอารามฝูหลงที่อำเภอหลิงเฉวียน แคว้นอี้โจว หากท่านทั้งสองปรารถนามาเยือน ก็ยินดีต้อนรับเสมอ”
“เช่นนั้นก็ถือว่าได้ตกลงกันแล้ว”
“ย่อมเป็นเช่นนั้น”
ซ่งโหยวพลันนึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้จึงยิงคำถามต่อ “ทั้งสองท่านพอรู้เรื่องราวเกี่ยวกับแคว้นเย่ว์โจวบ้างหรือไม่”
สาวใช้ส่ายหน้า “พวกข้าเป็นจิ้งจอกจากแดนใต้ เติบโตในหยางโจว ไม่ค่อยรู้เร