องมิใช่หรือว่ามัวอ่านหนังสือทั้งวันไม่ได้ ต้องสละเวลาไปหาเงินบ้าง”
“…”
ความเข้าใจของนางทำให้ซ่งโหยวต้องนับถือ
เขายกยิ้มแล้วไม่พูดอะไรต่อ คิดเสียว่าเป็นการฝึกฝนและสร้างความเพลิดเพลินให้แก่นางเท่านั้น จึงกล่าวกับนางต่อ “เช่นนั้นแม่นางสามสีต้องชุบเลี้ยงข้าแล้ว…”
“!”
เด็กหญิงพลันเผยสีหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ไม่เป็นไร!”
“…”
นักพรตได้แต่ส่ายหน้า
อะไรของนางกัน…
“บ่ายนี้ฝนคงหยุดแล้ว ไว้ฝนหยุด เราออกไปเดินเล่นกันเถิด แม่นางสามสีอยู่บ้านอ่านหนังสือทั้งวันคงไม่ดีหรอก”
“จะไปที่ไหน”
“หอเซียนกระเรียนดีหรือไม่”
“หอเซียนกระเรียน!”
“ครั้งก่อนตอนไปจากฉางจิง ‘พวกนาง’ ยังออกมาส่งพวกเรา บัดนี้พวกเรากลับมาแล้ว ตามธรรมเนียมควรไปเยี่ยมพวกนางสักครั้ง ถือว่าเป็น ‘มารยาท’”
“มารยาท!”
“ใช่แล้ว…”
ร่มกระดาษน้ำมันสีขาวปักลายดอกเหมยกางอยู่หน้าบานประตู มือที่ถือร่มเรียวยาวและขาวผ่องดุจหยก อ่อนช้อยยันข้อกระดูก ใต้ร่มนั้นเป็นสตรีรูปโฉมงดงามเหนือมนุษย์ แต่งกายเรียบง่าย สวมผ้าคลุมไหล่ซึ่งดูเหมือนจะทำมาจากหนังสุนัขจิ้งจอกสีขาว หยาดฝนที่ร่วงโรยลงบนผืนผ้ากลับกลายเป็นมุกประดับ
ด้านหลังยังมีสาวน้อยรูปโฉมงดงามอีกนาง แต่งกายเหมือนสาวใช้ สวมผ้าคลุมหนังจิ้งจอกเช่นกัน เดินกางร่มสีเขียวลายดอกไม้ตามมาติดๆ
ทั้งสองหยุดอยู่หน้าประตู คนหนึ่งมีสีหน้าเรียบนิ่ง อีกคนกลับเผยรอยยิ้มละมุนละไม ทว่าล้วนชะโงกเข้ามองด้านใน