“ท่านนักพรตกำลังพูดเรื่องอันใดอยู่หรือ”
“…”
พูดถึงก็มาเลย
ซ่งโหยววางหนังสือลงแล้วรีบลุกขึ้นคารวะ “แขกผู้มีเกียรติมาเยือน รีบเข้ามาข้างในเถิด”
หญิงสาวที่เดินนำเก็บร่มลง สาวใช้ก็รีบรับไว้ แล้วเก็บร่มของตนไปวางไว้ตรงมุมประตู หญิงสาวเบื้องหน้าก้าวเข้ามาในตัวบ้านโดยยกชายผ้าคลุมไหล่และชายกระโปรงขึ้น ส่วนสาวใช้ก็เดินตามเข้ามาติดๆ
“คารวะแม่นางสามสี”
“แม่นางสามสีคารวะท่าน”
“แม่นางสามสีกำลังอ่านหนังสืออยู่หรือ”
“ใช่แล้ว!”
“ช่างใฝ่รู้จริงเชียว”
“แน่นอน!”
“เชิญนั่งเถิด” นักพรตเอ่ยเชิญ “ครั้งนี้มีแค่ม้านั่งยาว”
“คราวก่อนที่มาก็เป็นม้านั่งตัวนี้มิใช่หรือ”
“ข้าต้อนรับได้ไม่ดีเอง”
“ท่านนักพรตไม่จำเป็นต้องกล่าวเช่นนั้นหรอก”
“ท่านนักพรตกลับมาที่ฉางจิงหลายวันแล้ว แต่ไม่เห็นจะแวะมาเยี่ยมพวกข้าเลย โชคดีที่พวกข้าได้ยินข่าวคราวจากที่อื่น มิเช่นนั้นคงไม่รู้อะไรเลย”
“เป็นเพราะข้าชะล่าใจไปเอง อีกทั้งหลายวันมานี้ฝนตกไม่หยุด จึงไม่ได้ไปเยี่ยมพวกท่าน” นักพรตกล่าว “เมื่อครู่ยังคุยกับแม่นางสามสีเรื่องหอเซียนกระเรียนอยู่ ว่าพอฝนหยุดก็คิดจะไปเยี่ยมทั้งสองท่าน ไม่คิดเลยว่าพวกท่านจะมาหาข้าถึงที่เสียก่อน”
“ข้าไม่เชื่อท่านหรอก” สาวใช้หัวเราะชอบใจ
“…” แม่นางหว่านเจียงเพียงส่ายศีรษะ ไม่ต่อความยาวสาวความยืด ราวกับไม่ใส่ใจกับคำพูดของสาวใช้ แต่นางกลับเบนสายตาไปยังหนังสือในมือแมวน้อย ดูแล้วคล้ายกับยามญาติผู้ใหญ่มาเยี่ยมเยี