่านางกินเสร็จแล้ว ซ่งโหยวก็จ่ายค่าอาหาร แล้วลุกขึ้นเดินข้ามถนนกลับไปพร้อมกัน
“เจ้าเข้าไปในบ้านได้อย่างไร”
“ข้าไขเข้าไปเอาเอง”
“กุญแจบ้านเจ้ายังก็อยู่ที่ข้านี่แหละ ปีนั้นที่เจ้าจากไป บ้านเจ้าก็ครบกำหนดสัญญาพอดี แต่พวกคนจากหน่วยงานบ้านเรือนกลับไม่ได้มาเก็บกุญแจไป อีกทั้งยังไม่มีใครย้ายเข้ามาอยู่ เห็นทีคงมีใครสักคนในฉางจิงช่วยออกหน้าแทนเจ้า ให้เก็บบ้านหลังนี้ไว้” จอมยุทธ์หญิงอู๋เว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ “แต่ตอนนั้นข้าเองก็ไม่รู้เรื่องนี่นา เลยยกตั่งกับเก้าอี้โยกของเจ้าไปไว้ที่บ้านแล้ว ฮี่ๆ เจ้าอย่าหาว่าข้าหน้าไม่อายเชียว ของพรรค์นั้นไม่ได้แพงอะไรหรอก แต่พอมีแล้วกลับรู้สึกว่าชีวิตสบายขึ้นมากจริงๆ นักพรตอย่างพวกเจ้านี่ใช้ชีวิตเก่งกว่าคนโง่เขลาอย่างพวกข้าเสียอีก”
“จอมยุทธ์หญิงชอบก็แล้วไป”
“เดี๋ยวเย็นนี้ข้าจะยกกลับมาให้นะ”
“จอมยุทธ์หญิงเก็บไว้เถิด ครั้งนี้พวกข้าอยู่ไม่นาน หมดฤดูหนาวก็ไปแล้ว”
ซ่งโหยวหยุดลงที่หน้าประตูบ้านของตน จอมยุทธ์หญิงอู๋ก็หยิบกุญแจไขประตูบ้านตนเอง ทั้งสองหันมาสบตากันครู่หนึ่ง แล้วต่างก็เดินเข้าบ้านของตนเองไป
บ่ายวันนั้นทิวทัศน์นอกเมืองยังคงเป็นเช่นเดิม ใบไม้เหลืองร่วงหล่น สายหมอกบางเบาปกคลุม บ้านเรือนนับหมื่นแสนแทรกอยู่ทั่วใต้หล้า
ซ่งโหยวยืนอยู่บนเขารกร้างไร้ผู้คน มีม้าแดงยืนเคียงข้าง
เขาลูบแผงคอมันพลางเอ่ยขึ้น
“เจ้าติดตามข้ามาตลอด คอยแบกหามสัมภาระ แม้