หยวหันกลับไปมองเขา “ที่นี่ไม่ใช่ชานผาที่ทอดตรงไปยังเมืองฉางจิงหรอกหรือ”
“ชานผานี้ถูกปิดตั้งนานแล้ว ทางหลวงสายใหม่อยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ บัดนี้ได้กลายเป็นสถานที่ขุดเจาะถ้ำหินตามบัญชาจากราชสำนัก ตามหลักแล้วควรมีคนขวางไม่ให้ผู้ใดผ่าน แต่ท่านผ่านเข้ามาได้อย่างไร”
“เช่นนั้นหรือ ข้าก็ว่าทำไมตลอดทางที่ผ่านมาถึงไม่เจอคนเลย” ซ่งโหยวยกยิ้ม ก่อนจะประสานมือขึ้นคารวะขุนนางผู้นั้น “ข้าหาได้มีเจตนาบุกรุก ตอนข้าออกจากเมืองฉางจิงก็เคยเดินผ่านชานผาแห่งนี้มาก่อน บัดนี้ได้ย้อนกลับมาทางเดิมแล้ว แต่ถึงกระนั้นระหว่างทางก็ไม่มีผู้ใดมาขัดขวางเลย”
“บ่าวพวกนั้นขี้เกียจอีกแล้วสินะ!”
ขุนนางสบถเสียงต่ำ แล้วหันไปมองซ่งโหยว พลันขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เอาเถิดๆ อย่างไรท่านก็มาถึงที่นี่แล้ว หากจะให้ย้อนกลับไปทางเดิมคงต้องอ้อมไกลนัก ข้าก็มิได้อยากสร้างความลำบากใจให้ท่าน” เขาโบกมือไปมา น้ำเสียงยังเต็มไปด้วยความเกรงใจ “เพียงแต่ท่านอย่าเดินเพ่นพ่านเล่า ข้ากลัวท่านเดินไม่ระวังแล้วทำอะไรหล่นแตก ขอให้ท่านเดินออกไปตามทางนี้เถิด”
“ขอบคุณใต้เท้า” ซ่งโหยวเอ่ยพลางค้อมศีรษะลง
“ท่านต้องการน้ำหรือเสบียงไหม ข้ามีซาลาเปาไส้ผักเพิ่งนึ่งเสร็จใหม่ๆ พอดี ท่านเอาไปสักสองลูกดีหรือไม่”
ซ่งโหยวยิ้มรับ “เช่นนั้นก็ขอบคุณท่านมาก”
ขุนนางหัวเราะเบาๆ แล้วหันไปจัดหาซาลาเปาให้ตามที่กล่าว
ระหว่างนั้นซ่งโหยวก็เดินตามพลางซักถามเล็กน้อย
ได้ความว่า นับแต่เหตุ