ุณชายต่งเล่าเสียดูไม่เหมือนเรื่องโกหก”
“ได้ยินว่าคุณชายต่งเดิมทีก็เป็นชาวเย่ว์โจว ลี้ภัยมาตั้งแต่สิบกว่าปีที่แล้ว เช่นนั้นย่อมรู้เส้นทางดี”
พวกเขาสนทนากันอย่างออกรส จนโต๊ะข้างๆ ก็หันมามองด้วยความสนใจ
“แล้วคุณชายต่งได้พบ ‘นกศักดิ์สิทธิ์’ หรือไม่”
“ได้ยินว่าพบแล้ว…”
“นกศักดิ์สิทธิ์มีลักษณะอย่างไรหรือ”
“ข้าจะเล่าออกมาได้อย่างไร เรื่องนี้ต้องฟังจากปากคุณชายต่งเองถึงจะได้อรรถรส”
“มิใช่ว่าทางเหนือของเย่ว์โจวมีหมอกพิษปกคลุมหรอกหรือ แค่สูดเข้าไปก็เวียนหัวแล้ว อยู่นานเข้าจะเจ็บป่วย หาทางกลับไม่ได้เสียด้วย นี่เป็นสิ่งที่คุณชายต่งเคยเล่าเองมิใช่หรือ”
“คุณชายต่งย่อมมีวิธีรับมืออยู่แล้ว…”
“เรื่องอัศจรรย์อะไรกัน”
“เมื่อไม่กี่วันก่อนคุณชายต่งเล่าเรื่องนั้นอีกครั้ง แต่ดูเหมือนเขาไม่ชอบพูดเรื่องของตนเองนัก คราวก่อนก็เป็นเพราะพวกเราขอร้องถึงยอมเล่า ได้ยินว่าตอนเข้าไปในป่าต้นชิงถง เขาดันหลงทางเข้า กระทั่งวันเหมายันจึงได้พบกับนกศักดิ์สิทธิ์ ทว่าหิมะนั้นตกหนักจนแทบหนาวตาย ระหว่างที่กำลังอยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่นกลับมีคนมาช่วยไว้ ได้สนทนาด้วยครู่หนึ่ง ครั้นตื่นขึ้นมากลับพบว่าตนเองกำลังนอนห่มผ้าคลุมขนกวาง ซ้ำยังได้พบกับเทพเซียน พวกท่านลองเดาดูสิว่าเป็นผู้ใดกัน”
“เป็นผู้ใดเล่า”
“ก็คือท่านเซียนในกองทัพทางเหนืออย่างไรเล่า!” ชายผู้นั้นเล่าอย่างออกรส ดวงตาคู่นั้นเปี่ยมฉายแววตื่นเต้น เห็นได้ชัดว่าเขาเชื่อคำ