น แต่ภายในใจกลับไม่อยากปักใจเชื่อนัก
คิดว่าคุณชายต่งคงแต่งเรื่องขึ้นมาเสียมากกว่า
ประการแรกเพื่ออธิบายว่าตลอดครึ่งปีที่ผ่านมาเขาหายตัวไปที่ใด และประการที่สองคือใช้มันเป็นเรื่องเล่าเรียกลูกค้าให้แห่กันมาฟัง
“เฮ้อ…”
ชายไว้เคราแหลมเพียงยกยิ้ม “เรื่องทำนองนี้ก็ไม่น่าเชื่อจริงๆ นั่นแหละ พวกท่านฟังข้าพูดก็คงไม่เชื่อกระมัง ทว่าหากได้ฟังจากปากคุณชายต่งเอง แม้รู้ว่าเขาพรรณนาได้เก่งกาจเพียงใด ก็ยังอดเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงไม่ได้ใช่หรือไม่ ว่ากันว่าก่อนหน้านี้มีบัณฑิตผู้หนึ่ง มาเยือนที่นี่เพื่อตามหาเขาถึงโดยเฉพาะ ฟังเรื่องนี้ตลอดหนึ่งชั่วยาม ยังเอ่ยว่าพิลึกพิลั่นนัก ทำเอาอยากจดบันทึกไว้เลยทีเดียว…”
ทุกคนยังคงเบิกตากว้าง ทั้งอัศจรรย์ ทั้งไม่อยากเชื่อ
กระทั่งมีเสียงดังแทรกขึ้นมาจากข้างกาย
“ท่านทั้งหลาย ไยต้องถกเถียงว่าจริงหรือเท็จด้วยเล่า” ผู้พูดคือชายร่างท้วมไว้หนวดเฟิ้ม เขาลูบเคราแล้วเอ่ยขึ้นทั้งรอยยิ้ม “ข้าคิดว่าเสน่ห์ของเรื่องเล่าพรรค์นี้ ครึ่งหนึ่งก็อยู่ที่ความยากในการแยกแยะจริงเท็จ”
“ใช่แล้ว! บัณฑิตผู้นั้นก็กล่าวเช่นเดียวกัน!”
“ที่ท่านว่าก็ฟังดูสมเหตุสมผลดี…”
ทุกคนพากันพยักหน้าเห็นพ้อง
“ว่าไปแล้ว เรื่องได้พบเซียนเช่นนี้ก็ช่างเพลิดเพลินนัก รอให้คุณชายต่งเล่าจบตอนนี้แล้ว ขอให้เขาเล่าอีกสักรอบหนึ่งคงดีไม่น้อย”
“ใช่แล้วๆ…”
พอดีกับที่คุณชายต่งเล่ามาถึงช่วงท้ายพอดี
“หากเป็นเมื่อก่อน คงยังมีชาวยุ