่อว่าตระหนี่ มิยอมควักเงิน แต่เพราะเป็นเพื่อนบ้านกับเถ้าแก่โรงน้ำชา ทั้งสองจึงมีไมตรีต่อกัน หากลูกค้าที่โรงน้ำชาน้อย เถ้าแก่โรงเตี๊ยมก็เข้ามานั่งด้านในได้ หากลูกค้าล้น ก็ออกมาหย่อนก้นลงบนเก้าอี้ที่ยกมาตั้งหน้าประตู สิทธิ์นั้นแตกต่างจากคนยากจนพวกนี้โดยสิ้นเชิง
“กระบี่วิเศษชิงเฟิง…”
“วัวเขียวคู่บารมี…”
“…”
นักเล่าเรื่องหาได้มีเรื่องราวมากมายนัก มักเล่าซ้ำไปซ้ำมา สุดท้ายก็วกกลับมาที่เรื่องเมื่อปีก่อน ตอนที่มีเซียนผู้สูงส่งลงมาช่วยกองทัพตอนเหนือปราบปีศาจ
ยังดีที่วาทศิลป์ของนักเล่าเรื่องผู้นี้ไม่ย่ำแย่ รู้จักใช้น้ำเสียงสูงต่ำเร้าอารมณ์ ต่อให้ฟังอีกคราก็ยังรู้สึกว่าน่าตื่นเต้น
โดยเฉพาะในยุคที่ความบันเทิงหาได้ยากเย็นเช่นนี้
เด็กชายยังคงฟังด้วยใจลุ่มหลงไม่รู้เบื่อ
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมก็นั่งฟังฆ่าเวลา
แต่แล้วท่ามกลางผู้คนหน้าประตู กลับปรากฏร่างชายชาวยุทธ์กำลังแสยะยิ้มเย้ยหยัน คล้ายไม่สบอารมณ์นัก
นักเล่าเรื่องเหลือบมองเขา เขาย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าเรื่องที่เล่าไปนั้นมีทั้งจริงทั้งเท็จ แต่ในฐานะนักเล่าเรื่อง ย่อมไม่อาจหักหน้าผู้ฟังได้ จึงแสร้งว่าไม่ได้ยิน
เถ้าแก่โรงน้ำชาก็เหลือบตามอง แต่เห็นชายผู้นั้นมีร่างกายกำยำ ซ้ำยังคาดกระบองเหล็กไว้กับเอว จึงไม่กล้าเอ่ยสิ่งใด
ทว่าชาวยุทธ์เร่ร่อนนอกประตูหาได้มีเพียงชายผู้นี้
คนผู้หนึ่งได้ฟังพลันเกิดสงสัย จึงเอ่ยถามเสียงแผ่วว่า “พี่ใหญ่มีเรื่องเล่าต่างไปจากนี้หรือ