”
เด็กชายเบิกตากว้าง เงี่ยหูฟังใกล้ชิดยิ่งขึ้น
“หาใช่เรื่องเล่าอื่นใด เพียงแต่ข้าเพิ่งผ่านเหอโจวมา อยู่ที่นั่นข้าได้ฟังเรื่องราวที่เล่าลือมาจากเหยียนโจว ไม่เหมือนที่ตาเฒ่านี่เล่าเลยสักนิด”
“เป็นอย่างไรเล่า”
“มีเซียนเฒ่าผมขาวเคราขาวเสียที่ไหน ไหนเล่าวัวเขียว ลูกเสือ หรือกระบี่ชิงเฟิง ข้าไม่เคยได้ยินทั้งนั้น ไม่เคยเลยสักครั้ง! ตาเฒ่านี่คงกุเรื่องขึ้นมาเอง หรือไม่ก็ฟังเรื่องบิดเบือนมา! จะไม่เรียกว่าเพ้อเจ้อได้อย่างไร” ชายผู้นั้นพูดเสียงดังจนน้ำลายกระเด็น “บรรดาผู้คนที่อาศัยตามแคว้นใกล้เหยียนโจวอย่างเหอโจวและกวงโจวล้วนรู้ดี ว่าเซียนผู้ช่วยแม่ทัพเฉินปรบปีศาจนั้น มิใช่ดังที่ตาเฒ่านี่เล่าเลย!”
“พี่ใหญ่โปรดเล่ามาเถิด”
“เล่าลือกันว่าเซียนผู้นั้นปรากฏกายในร่างนักพรตหนุ่ม ขี่ม้าแดงตัวผอมหาใช่วัวเขียว มีแมวสามสีคู่ใจหาใช่ลูกเสือ ว่ากันว่าเป็นดวงดาวบนสรวงสวรรค์จำแลงกายลงมา ยิ่งไม่เคยมีกระบี่วิเศษอันใด มีแต่ไม้เท้าไผ่ต่างหาก” ชาวยุทธ์เร่ร่อนยกยิ้ม “ตลอดเส้นทางที่ผ่านกวงโจวมา เรื่องราวล้วนถูกแต่งเติมจนเลอะเทอะ แต่ที่เลอะเลือนถึงเพียงนี้กลับได้ยินเป็นหนแรก”
ขณะที่พูด เขาก็คอยสังเกตปฏิกิริยาผู้คนไปด้วย
โดยเฉพาะนักเล่าเรื่อง คนลักษณะคล้ายเถ้าแก่ทั้งสองที่กำลังนั่งฟังอยู่ และบรรดาลูกค้าประจำอีกจำนวนหนึ่ง แม้ตนจะบากหน้าเข้ามาโดยไม่จ่ายเงินสักเหวิน แต่ถ้าถูกผู้อื่นต่อว่าก็ไม่อาจนิ่งเฉยได้
ทว่านักเล่าเร