เราะพลางเอ่ยกับนาง
“ไม่ทันไรแม่นางสามสีก็กลายร่างเป็นจอมมารผู้ปราบสัตว์ร้ายเสียแล้ว”
คำว่า ‘แม่นางสามสี’ และ ‘จอมมาร’ ฝังลึกอยู่ในใจต่งจื้ออย่างห้ามไม่ได้
เพียงแต่ทั้งสองก็หาได้มีท่าทีปองร้ายใดๆ แก่เขา ต่งจื้อเองก็จนปัญญา ไม่อาจทำสิ่งใดได้ จึงจำใจติดตามไปแต่โดยดี
เช้าวันนั้น ใกล้ย่ำเที่ยง พวกเขาก็เดินพ้นป่าชิงถงออกมา แต่กว่าจะหลุดพ้นเขตหมอกพิษได้ ก็ล่วงเลยมาถึงยามบ่าย
ภาพเบื้องหน้าเป็นทุ่งหิมะขาวโพลน ต้นไม้ใหญ่สองสามต้นแผ่กิ่งก้านสาขา แต่ปลายกิ่งนั้นกลับเป็นเกล็ดน้ำแข็งใสสะอาดราวอัญมณีหาใช่ใบไม้ โลกตรงหน้าสว่างสะอาดตา หากหันกลับไปข้างหลัง ก็ยังเป็นม่านหมอกขาวโพลนปกคลุมแน่นหนา
ต่งจื้อเหม่อมอง ราวกับเพิ่งก้าวออกมาจากแดนบรรพกาล กลับสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้ง
ถึงกระนั้น นักพรตก็หยุดยืนแล้วชี้ไปทางใต้พลางกล่าวกับเขา
“พ้นเขตนี้ก็ไม่มีหมอกพิษแล้ว หากท่านจะกลับกวงโจว ก็จงมุ่งไปทางใต้ ท่านเชี่ยวชาญการเอาชีวิตกลางป่า ย่อมไปต่อได้เอง เส้นทางของเราต่างกัน จึงมิอาจส่งไปไกลกว่านี้”
“ข้า…ข้า…” ต่งจิ้วยกมือชี้ตรงหน้า แววตาพลันวูบไหว “กลับไปได้จริงๆ หรือ”
“ใช่แล้ว” ซ่งโหยวพยักหน้าให้ทั้งรอยยิ้ม “เพียงแต่หนทางยังอีกยาวไกล ขอให้ท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ ระวังตนให้มากก็แล้วกัน”
“ข้า…”
“เชิญ”
ต่งจื้อก้าวออกไปอย่างโซเซไม่มั่นคง ระลึกถึงวันที่ติดอยู่ในป่าชิงถง ท่ามกลางหมอกพิษหนาแน่น มองทางใดก็ล้วนเหมือนกัน