ามพินิจพิเคราะห์ด้วยซ้ำ
ส่วนจ้าวเหมิง กลายเป็นเงาตามตัวเซี่ยตงไปแล้ว
เธอไม่ได้แค่นั่งเงียบๆ อยู่ข้างๆ เหมือนเมื่อก่อน
ขอแค่มีเซี่ยตงอยู่ สายตาของเธอก็จะคอยมองตามเขาอย่างไม่รู้ตัว
ช่วงพักเบรก เธอจะคอยยื่นทิชชู่ให้เขาซับเหงื่อเงียบๆ
ตอนพักกินข้าวกลางวัน เธอจะช่วยจัดตะเกียบกับช้อนให้เขาเสร็จสรรพ
คำถามของเธอก็เยอะขึ้นด้วย
“เซี่ยตง ถอยจอดเทียบข้างเนี่ย ฉันกะจังหวะหักพวงมาลัยไม่ถูกสักที… นายช่วยสอนฉันอีกรอบได้มั้ย?” เสียงเธอเบาหวิว แฝงความพึ่งพาแบบเกรงใจ
เซี่ยตงก็ไม่ได้หวงวิชา ถ่ายทอดเทคนิค “สายความรู้สึก” ที่สรุปได้จากการเป็นสารถีในชาติที่แล้วให้เธอจนหมดเปลือก
“อย่าไปท่องจำจุดตายตัวที่ครูฝึกบอก”
เซี่ยตงยืนอยู่นอกรถ คอยกำกับจ้าวเหมิงที่กำลังฝึกซ้อม
“รถมันมีชีวิต คุณต้องสัมผัสมันให้ได้ อย่างเวลาถอยหลัง ให้จินตนาการว่าล้อหลังคือส้นเท้าของคุณ รู้สึกว่ามันจะเหยียบเส้นเมื่อไหร่ ก็หักพวงมาลัยเมื่อนั้น”
ทฤษฎีนามธรรมแบบนี้ ถ้าครูฝึกหลิวได้ยินคงคว้าประแจมาไล่ฟาด
แต่จ้าวเหมิงกลับตั้งใจฟังเป็นพิเศษ ลองผิดลองถูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อหา “ความรู้สึก” แบบที่เซี่ยตงบอก
น่าแปลก พอเธอเลิกยึดติดกับจุดตายตัว แล้วผ่อนคลายลง เซ้นส์การขับรถกลับดีขึ้นเรื่อยๆ
บ่ายวันหนึ่ง หลังฝึกเสร็จ แสงอาทิตย์ยามเย็นทอดยาวดึงเงาของทุกคนให้ยืดยาว
ทุกคนแยกย้ายกันกลับ
เซี่ยตงเก็บของ เตรียมจะไป แต่เห็นจ้าวเหมิงยังยืนอยู่ที่เดิม ก้มห