านาชนิดพลันโหมซัดภายในร่างของเขา ส่องแสงเรืองรองหลายสีที่เกือบจะกลืนกินดวงตาทั้งสอง แม้ริมฝีปากปิดแน่นก็ยังเปล่งประกายสวรรค์ลอดออกมา หากแต่กลับไร้กระแสพลังวิชาใดเผยสู่ภายนอกเลยแม้แต่น้อย จวบจนเมื่อเข้าใกล้ลวี่หยางจึงได้เอ่ยขึ้นอย่างเฉียบพลัน
“ตื่น!”
เสียงคำรามดังลั่นเสมือนสายฟ้าฟาดออกจากปากของหงเทียน ดังก้องสะท้านหูดุจเสียงฟ้าร้องเหนือศีรษะ เปี่ยมด้วยพลังปลุกปลั่นวิญญาณ ราวกับสามารถขจัดกลวิธีใด ๆ ที่ควบคุมจิตวิญญาณได้ทั้งหมด
ทว่าเมื่อกระทบลวี่หยางกลับหาได้มีผลใดไม่
“สหาย…ไยต้องลำบากถึงเพียงนี้เล่า?”
หงเทียนนิ่งไปทันที จากนั้นสะบัดชายแขนเสื้อเบา ๆ ราวกับเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น ยิ้มพลางเอ่ยว่า “เพียงลองดูเท่านั้น สหายช่างมากฝีมือโดยแท้”
แม้จะพูดเช่นนั้น แต่ในใจของหงเทียนกลับเต็มไปด้วยความระแวงหวาดกลัวต่อลวี่หยางจนถึงขีดสุด
ต้องรู้ว่าตำหนักซ่อนเร้นแห่งนี้หาใช่ของธรรมดา ภายในแฝงไว้ด้วยความอัศจรรย์แห่งดินบนกำแพงตัดขาดโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง แทบจะขจัดวิธีควบคุมทางไกลทุกชนิดได้ทั้งหมด
เขาเดิมคาดไว้ว่า ลวี่หยางกับทูตสยบสมุทรแห่งราชสำนักเซียนนั้นเพิ่งพบหน้ากันไม่นาน ต่อให้ถูกหลอมเป็นหุ่นเชิด ก็น่าจะยังพอมีทางแก้ไขได้ จึงจงใจเชิญเข้าสู่ตำหนักซ่อนเร้นหวังจะคลี่คลายเวทหุ่นเชิดนี้ ทว่าผลลัพธ์กลับพิสูจน์ว่า ทุกอย่างล้วนเสียแรงเปล่า
‘เพราะโดนพระผู้เป็นเจ้าทุบตีน้อยเกินไปน่ะสิ!’
ลวี่หยางเห็น