วันมานี้ยังปฏิบัติต่อพวกเราเหมือนเป็นสาวใช้สิน เดิม เรียกพวกเราว่าพี่สาวทุกคํา มีเรื่องใดไม่เข้าใจก็เอ่ยถามด้วยท่าทีขอคําชี้ แนะ พอถามเสร็จยังชอบอกชอบใจพวกเราอีก! ทุกวันยังมอบขนมของว่าง
ให้พวกบ่าวเป็นรางวัลต่างหาก!”
“สะใภ้สี่เปี่ยมด้วยเมตตาธรรมเยี่ยงนี้ บ่าวไพร่ทุกคนล้วน เลื่อมใส ศรัทธา จากใจจริง หาได้มีความขุ่นข้องหมองใจแม้แต่น้อย! มีแต่ความ สํานึกในบุญคุณ เจ้าค่ะ!
พวกบ่าวบังอาจล่วงเกินท่าน แต่ท่านเพียง ชี้แนะสั่งสอน แล้วยัง เมตตาเรียกใช้สอยต่อ นี่มิใช่เพราะความกตัญญู ที่มีต่อฮูหยินผู้เฒ่า และฮูหยินสามหรอกหรือเจ้าคะ?”
“หากมิใช่เพราะเหตุนี้… สะใภ้สี่ผู้เพิ่งแต่งเข้าจวน สมควรต้องสงบ เสงี่ยมเจียมตัว ระวังทุกฝีก้าว ไฉนเลยจะยอมหาเรื่องใส่ตัวเสี่ยงถูกครหา เพื่อมาดัดนิสัยบ่าวไพร่เล่า?
ล้วนเป็นเพราะความกตัญญูของนางโดยแท้ ที่ มีต้องการให้เรื่องเล็ก น้อยเหล่านี้มารบกวนจิตใจของนายท่านทั้งสอง นางจึงยอม เปลืองตัว ลง
มือจัดการด้วยตนเองเจ้าค่ะ!”
“ขอฮูหยินผู้เฒ่าและฮูหยินทั้งหลายโปรดตรวจสอบให้กระจ่างด้วย
เถิดเจ้าค่ะ!”
ให้ถังโยกศีรษะลงอย่างแรงอีกครั้งก่อนจะหมอบราบไปกับพื้น สิ้นค้า
สารภาพที่พลิกผันนี้ สีหน้าของหลานชื่อก็เปลี่ยนจากบึ้งตึงเป็นยิ้มแย้มใน
พริบตา
ส่วนจ้าวชื่อนั้นระงับโทสะไม่อยู่ อีกต่อไป “ตบก็คือตบ! การตบตีสาว ใช้ที่ผู้ใหญ่มอบให้ กลายเป็นการแสดงความกตัญญูไปตั้งแต่เมื่อไหร่? น้อง สะใภ้สี