กาที่เกาะบนหลังคาด้วย’ [2] ท่านรักท่านสี่
เห็นแก่หน้าท่าน ถึงได้เผื่อแผ่ความเมตตามาถึงข้า ล้วนเป็นบารมีของท่านสื่
ทั้งสิ้น”
นางตรึกตรองอึดใจหนึ่งแล้วเอ่ยเสริมขึ้นว่า “โชควาสนาในชาตินี้ของ
ข้า ก็คือการได้แต่งเข้าจวนโหว ได้เป็นภรรยาของท่านสี่นี่แหละเจ้าค่ะ! มีสามี ที่ใจกว้างโอบอ้อมอารีอย่างท่าน มีท่านแม่ที่เปี่ยมเมตตา แล้วยังมีท่านย่าที่ ลําเอียงเข้าข้างบ้าอีก ว่าไปแล้วข้าก็เหมือนตกถังข้าวสารจริงๆ … การประจบสอพลอนี้ ช่างตรงไปตรงมาเสียจนฟูจืออี้ทําหน้าไม่ถูก จะ
ร้องไห้ก็ไม่ได้จะหัวเราะก็ไม่ออก
ความระแวงสงสัยในใจก่อนหน้านี้พลันมลายหายไป…
ช่างเถิด บางทีท่านแม่อาจจะถูกใจความตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์
ยองนางก็เป็นได้
เขาใช้นิ้วชี้ไปที่ลู่เจินเจินเป้นเชิงคาดโทษ แล้วก๋าลับทิ้งท้าย
“ในจวนแห่งนี้ นอกจากคําพูดของข้าแล้ว คําพูดคนอื่น
‘ฟังแค่สามส่วน’ ก็พอ เข้าใจหรือไม่?”
ลู่เจินเจินมีหรือจะไม่เข้าใจ?
เจ้านาย… ท่านเป็นพวกหนุ่มเจ้าแผนการสินะ! ในหัวมีเล่ห์เหลี่ยมร้อย แปดพันเก้า ซ้ํายังมีปมด้อยเรื่องโรคเรื้อรังที่บอกใครไม่ได้ นิสัยก็เลยบิด เบี้ยวไปบ้าง วันๆ เอาแต่ระแวงว่า “มีพวกไพร่บังอาจคิดปองร้ายเจิ้น” [3] อยู่
ตลอดเวลา!
คนประเภทนี้ หากเป็นโลกยุคปัจจุบัน เขาเรียกเหมารวมกันว่าเป็น พวก โรคประสาท’ รู้ไหม?
การรับมือกับเจ้านายโรคประสาท มีหนทางเดียวคือ เออออห่อหมก
ไปตามน้ําเท่านั้น
นางพยักหน้ารัวๆ พร้อมกับย