สอนเจ้าเอง แต่หากไม่อยากเรียนก็ไม่เป็นไร ถึง อย่างไรวันหน้าเมื่อจวนโหว แยกบ้าน” พวกเราก็ต้องย้ายออกไปอยู่ข้าง นอก ถึงตอนนั้นคงไม่มีเรื่องวุ่นวายกวนใจมากเท่านี้แล้ว”
ลู่เจินเจินคาดไม่ถึงว่าหลานชื่อผู้เป็นแม่สามีจะเจรจาได้ง่ายดายถึง
เพียงนี้ นางเผยสีหน้าซาบซึ้งใจออกมาทันที
“ขอบคุณท่านแม่ที่เมตตาปกป้องและเอ็นดูสะใภ้เจ้าค่ะถ้าไม่รู้จะตอบ
แทนบุญคุณท่านแม่ยังไงดี…”
หากเปลี่ยนเป็นลูกสะใภ้ปกติทั่วไป ยามนี้คงต้องบิดตัวเอียงอายแล้ว พูดทํานองรับปากว่า “วันหน้าสะใภ้จะรีบมี หลานชายตัวอ้วน ให้ท่าน อุ้มไวๆ เพื่อเอาใจแม่สามี
แต่หากนางกล้าหลุดปากเอ่ยคําว่า “ท่านแม่วางใจเถอะ ข้ารับรองว่า จะรีบมีลูกหัวปีท้ายปี มาให้ท่านอุ้มจนแขนล้า” ออกไปเกรงว่าหลานชื่อคงจะ
เปลี่ยนสีหน้าแล้วฉีกอกนางทิ้งตรงนั้นแน่
หลานชื่อไม่รู้ว่าลูกสะใภ้แอบค่อนแคะในใจ จึงได้แต่พยักหน้าอย่างพึง พอใจ แม้สะใภ้คนนี้จะดูไร้เดียงสาไปบ้าง แต่ก็รู้จักบุญคุณคน ยามนี้ทั้งแม่ สามีและลูกสะใภ้ต่างพึงพอใจซึ่งกันและกันยิ่งนัก ประจวบเหมาะกับอาหาร
มื้อเที่ยงถูกยกขึ้นมาพอดี
นับตั้งแต่รู้ว่าฟู่จืออี้มี “โรคประจําตัว” หลานชื่อก็ศีลกินเจทุกวันขึ้น หนิงค่าและวันเพ็ญลิบห้าค่า เพื่อขอพรให้บุตรชายไม่ยา
โดยปกติอาหารการกินของนางจะเน้นรสจืด แต่วันนี้เพราะมี
ลู่เจินเจินมาร่วมโต๊ะ จึงสั่งให้ห้องครัวเพิ่มอาหารรสเปรี้ยวหวานที่เด็กสาว
ชอบมาเพิ่มอีกสองสามอย่าง
ในเมื