นแม่ต้อง เข้าข้างบ้านะเจ้าคะ!”
นางถือโอกาสออดอ้อนหลานชื่ออย่างเป็นธรรมชาติ
หลานชื่อมีฟูจืออี้เป็นลูกชายเพียงคนเดียว มิหนําซ้ํายังมี โรคที่บอก ใครไม่ได้ รุมเร้า เลี้ยงดูฟูมฟักมาหลายปี ความรู้สึกที่นางมีจึงเต็มไปด้วย ความวิตกกังวลและความรู้สึกผิดที่กัดกินใจ แทบมิเคยได้สัมผัสความสุขจาก การเลี้ยงลูกตามปกติเลย
พอลู่เจินเจินมาออดอ้อนใสเช่นนี้ จึงทําตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ ในอกรู้สิก
ตื้นตันจนยอบตาแดงก่ํา
“เด็กโง่… แม่ย่อมต้องเข้าข้างเจ้าอยู่แล้ว ต่อให้เจ้าสี่รังแกเจ้า ก็มา ฟ้องแม่ได้ แม่จะจัดการให้เจ้าเอง!”
เห็นหลานชื่อเผยความรู้สึกจริงใจออกมาเช่นนี้ ลู่เจินเจินเองก็รู้สึก
ชาบซึ้งอยู่ไม่น้อย
ทว่า…. คําพูดของแม่สามีเช่นนี้ ฟังหูไว้หูย่อมประเสริฐกว่า
สมัยเป็น “ทาสบริษัท” แม้นางจะไม่เคยมีความรักหรือแต่งงาน แต่ใน
ยุคที่ข้อมูลข่าวสารล้นทะลัก นางได้ดูละครและอ่านเรื่องเล่าชาวเน็ต เกี่ยวกับ ปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้มานับไม่ถ้วน คําหวานที่ประโลมใจยามนี้ล้วนเปราะบาง
นัก หากหลงเชื่อเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาเห็นทีคงได้กลายเป็นตัวตลกในภาย หลัง กฎเหล็กที่นางต้องจําให้ขึ้นใจยามนี้ก็คือ
ห้ามว่าร้ายลูกชายเขาต่อหน้าเขาเด็ดขาด
“ท่านแม่วางใจเถิดเจ้าค่ะ ท่านที่ดีต่อข้ามากนัก มีมารดาผู้เปี่ยม เมตตาเช่นท่าน ท่านลี่ที่เติบโตมาจากการอบรมสั่งสอนของท่าน ย่อมต้อง
เป็นบุตรชายที่กตัญญูและเป็นสามีที่ประเสริฐแน่นอนเจ้าค่ะ”
“ยิ่งไปกว่