ียว ลู่เจินเจินก็กวาดกับข้าวเกลี้ยงไปแล้วห้าจาน
ฟู่จื่ออี้… ในขณะที่เขากำลังชั่งใจว่าจะคีบสิ่งใดต่อ ก็พบว่าบนโต๊ะเริ่มว่างเปล่าจนไม่รู้จะยื่นตะเกียบไปทางทิศไหนดี เขาจำต้องวางตะเกียบลงอย่างพูดไม่ออก
“อยู่ที่สกุลลู่… พวกเขาปล่อยให้เจ้าอดอยากรึ?”
ท่ากินดุเดือดเช่นนี้ มิใช่‘เถาเถียวจอบเขมือบ’[1] หรอกหรือ?
ลู่เจินเจินกวาดโจ๊กคำสุดท้ายก้นชามจนเกลี้ยง แล้วเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มอย่างเก้อเขิน “เมื่อเย็นวานซืนก็ไม่ได้กินข้าว แล้วเมื่อวานทั้งวันก็ได้แค่ดื่มน้ำกับกินขนมถั่วเขียวไปอันเดียวเท่านั้น…มันหิวจนตาลายจริงๆ นะเจ้าคะ”
ใครใช้ให้คนสกุลลู่ใจดำอำมหิตนักเล่า! หลังจากกำหนดงานมงคลแล้ว ด้วยความกลัวว่าลู่เจินเจินจะมีความคิดต่อต้าน ทางนั้นจึงอ้างเหตุผลว่าฟู่จื่ออี้พึงใจในสตรีรูปร่างอ้อนแอ้นอรชร สั่งให้นางลดปริมาณอาหารลง อาหารสามมื้อในแต่ละวันจึงมีเพียงโจ๊กใสแจ๋วถ้วยเดียว เจ้าของร่างเดิมไม่เคยได้กินอิ่มท้องมานานนับเดือนแล้ว
มิหนำซ้ำคืนก่อนวันวิวาห์ ถึงขั้นอดอาหารเจ้าของร่างเดิมโดยสิ้นเชิง อ้างว่ากลัวนางจะทำเรื่องขายหน้าในพิธีมงคล ตอนเช้าจึงให้ดื่มน้ำเพียงครึ่งจอก กับขนมแป้งนึ่ง [2] ก้อนเท่ากำปั้นทารกเท่านั้น นางถึงขั้นสงสัยว่าเจ้าของร่างเดิมคงจะหิวตายไปแล้วกระมัง ดวงวิญญาณของนางจึงได้ทะลุมิติมาเข้าร่างนี้แทน
แววตาของฟู่จื่ออี้มืดครึ้มลง ประกายโทสะพาดผ่าน แม้ลู่เจินเจินจะเป็นคนสกุลลู่ แต่ในเมื่อมีพันธส