เพื่อนางได้เลยทีเดียว
ทว่าเท่าที่ดูยามนี้ เขากลับดูเป็นปัญญาชนผู้สุภาพเรียบร้อยยิ่ง… ช่างเป็นพวก ‘รู้หน้าไม่รู้ใจ’ เสียจริง!
อาจเพราะสายตาของลู่เจินเจินนั้นเปิดเผยเกินไป ฟู่จืออวี้หมิงถูกจ้องจนเริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้ ท่าทางอึกอักเหมือนอยากจะพูดอะไร
สุดท้ายได้แต่ส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปทางฟู่จืออวี้อี้ที่ยืนอยู่ข้างๆ
น้องสี่! เมียเจ้าเป็นอะไร ทำไมจ้องข้าแบบนั้น? เจ้าช่วยจัดการนางที!
ฟู่จืออวี้อี้ก็แปลกใจไม่แพ้กัน เขามั่นใจว่าลู่เจินเจินไม่เคยพบปะพี่สามหรือคนสกุลฟู่คนไหนมาก่อนแน่ๆ แต่เหตุไฉนแววตาของนางยามมองพี่สามถึงได้ดูประหลาดพิกลเช่นนั้น?
มีความตกใจ ปลงสังเวช แล้วยังแฝงแววดูดแคลนอยู่รางๆ?
ฟู่จืออวี้อี้นึกว่าตนเองตาฝาดไป… นางจะไปดูแคลนพี่สามด้วยเรื่องอันใดกัน? หรือพี่สามไปทำเรื่องงามหน้าอะไรไว้ข้างนอก? หรือจะเป็น…?
เพียงชั่วพริบตา สมมติฐานมากมายผุดขึ้นมาในหัว
แต่เขาก็รีบปัดความ คิดเหล่านั้นทิ้งไปทันควัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร วันนี้เป็นวันยกน้ำชา จะให้เกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด
เขาจึงกระตุกชายเสื้อลู่เจินเจินเบาๆ พอเห็นนางหันมามอง ก็ส่งสายตาตักเตือนไปหนึ่งที
ลู่เจินเจินพลันได้สติ… ซวยแล้ว! มัวแต่เกาะขอบสนาม ‘กินแตง’ จนลืมงานหลักเสียสนิท บ้าจริง! ‘บอส’ คงจะไม่หักเงินเดือนหรอกนะ?
นางรีบฉีกยิ้มหวานประจบเอาใจส่งไปให้ฟู่จืออวี้อี้ทันที
ฟู่จืออวี้อี้แค่นเสียง ‘หึ’ ในลำคอ ยอมปล่อย