จคิดกำเริบเสิบสานล่วงเกินท่าน แต่ขอสะใภ้สี่โปรดตรวจสอบให้กระจ่าง! บ่าวไม่กล้าอาจเอื้อมคิดเป็นอนุของท่านสี่เลยแม้แต่น้อย หากไม่เชื่อ บ่ายยินดีสาบานต่อฟ้า หากแม้ว่าบ่าวมีจิตคิดคดดังว่าจริง ขอให้ครอบครัวของบ่าวต้องตา ตกตายตามกันอย่างอนาถเถิดเจ้าค่ะ!”
“ขอสะใภ้สี่โปรดเมตตายกโทษให้สักครั้ง! พวกบ่าวไม่กล้ามีความคิดที่ไม่สมควรอีกแล้วเจ้าค่ะ! ขอสะใภ้สี่ได้โปรดละเว้นบ่าวด้วยเถิด…” พูดจบ นางก็โขกศีรษะให้ลู่เจินเจินดัง ‘ปัง ปัง’ จนหน้าผากนูนแดง
ฝ่ายไห่ถังและโม่ลี่พอได้สติ ก็รีบพากันสาบานสาปแช่งตัวเองเป็นการใหญ่ รับปากเป็นมั่นเหมาะว่าวันหน้าจะไม่บังอาจอีก ต่อไปจะเชื่อฟังคำสั่งนายหญิงทุกอย่าง หากนายหญิง ‘ชี้ทิศบูรพาไม่กล้าไปทิศประจิม’ จะไม่กล้าขัดขืนแม้แต่ครึ่งคำ!
เด็กสาวหน้าตาหมดจดสามคนนั้นนั่งคุกเข่าร้องไห้จนน้ำตานองหน้าปานบุปผาต้องพิรุณอยู่ เบื้องหน้ามองดูแล้วก็น่าเวทนาสงสารอยู่ไม่น้อย
ลู่เจินเจินไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำปานนั้น เพียงแต่นางรู้แจ้งแก่ใจดีว่า ความสัมพันธ์ระหว่างนายบ่าว หากมิใช่‘ลมตะวันออกสยบลมตะวันตก ก็ต้องเป็นลมตะวันตกข่มลมตะวันออก’หากนายเข้มแข็งบ่าวไพร่ย่อมนอบน้อม หากนายอ่อนแอพวกบ่าวก็ย่อมกำเริบเสิบสาน หากนางยอมถอยให้หนึ่งก้าววันนี้ วันหน้าเกรงว่าจะต้องถอยให้พวกนางจนไร้ที่ยืน
เฮอะ! ลู่เจินเจินผู้นี้ผ่านความเป็นความตายมาแล้วหนหนึ่ง จะยังต้องเกรงกลัวสิ่งใดอีก? นางแต่งให้ฟู่จืออี้เพื่อ