เป็นวาสนาของเขาเชียวนะ!
…
เมื่อลู่เจินเจินตื่นขึ้นมา ฟ้าก็เริ่มสางแล้ว
คนข้างกายหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ลองยื่นมือไปคลำดู พบว่าที่นอนด้านข้างเย็นเฉียบ ไม่รู้ว่าฟู่จืออี้ลุกออกจากที่ตั้งแต่ยามใด
บ่าวรับใช้ภายนอกเหมือนจะได้ยินความเคลื่อนไหว ประตูห้องจึงถูกผลักเปิดออก สาวใช้และบ่าวอาวุโสกลุ่มหนึ่งเดินเรียงแถวเข้ามา พวกนางแต่งกายทะมัดทะแมง สวมชุดสีเขียว คาดเอวด้วยผ้าสีแดง ท่าทางคล่องแคล่วว่องไว
ผู้ที่เดินนำหน้าสุดคือสาวใช้สินเดิมของร่างนี้ นามว่า ‘ติงเซียน’
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้อง โดยมีติงเซียนเป็นผู้นำ พวกนางก็ย่อกายคารวะลู่เจินเจินอย่างพร้อมเพรียง ปากก็ขานเรียก “คารวะสะใภ้สี่”
ลู่เจินเจินไม่คุ้นชินกับสถานการณ์เช่นนี้ จึงเผลอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตั้งสติเอ่ยปากบอกให้พวกนางลุกขึ้น
ทว่าพอทุกคนลุกขึ้นยืน สาวใช้หน้าแปลกที่ยืนอยู่หลังติงเซียนกลุ่มนั้น ก็ก้าวออกมาข้างหน้าเองโดยไม่ต้องรอให้เรียกขาน แล้วเริ่มแนะนำตัวกันทีละคน
คนหนึ่งชื่อ ไห่ถัง คนหนึ่งชื่อ โม่ลี่ และอีกคนชื่อ รุ่ยเซียน
คนแรกเอ่ยว่าเดิมทีอยู่เรือนฮูหยินผู้เฒ่า คนถัดมาบอกว่าเป็นคนของฮูหยินใหญ่ ส่วนคนสุดท้ายก็บอกว่าปรนนิบัติท่านสี่มาตั้งแต่เยาว์วัย
แม้สีหน้าของแต่ละคนจะดูนอบน้อม ทว่าน้ำเสียงกลับเปี่ยมไปด้วยความถือดีอย่างปิดไม่มิด
เอาละสิ… แต่ละคนล้วนเป็นพวก ‘มีคนคอยถือหาง’ ให้ทั้งนั้นสิสินะ
ลู่เจินเจินเข้าใจสถานการณ์ได้ในชั่วพ