โจวอวี๋ อวี๋โจวย่อมเข้าใจชัดถึงความพิเศษของสายเลือดตน แต่กลับไม่กล้าเอื้อนเอ่ย ได้เพียงกลั้นเก็บไว้ในใจ ดำเนินวันคืนให้รอดหนึ่งวันนับเป็นหนึ่งวัน ส่วนเหล่าศิษย์รุ่นเล็ก ๆ ที่เพิ่งจะวางรากฐานขั้นต้น ขั้นกลาง ก็ยังคงเพ้อใฝ่ฝันถึงการกอบกู้แผ่นดิน
ในสายตาของอวี๋โจว การที่ตระกูลยังคงสืบทอดต่อไปได้ ก็เป็นโชคดีจากสวรรค์แล้ว
อย่างไรเสียเมื่อเทียบกับตระกูลตนเอง “ทายาทโจวอวี๋” ที่นี่เมื่อหมื่นห้าพันปีก่อนก็ได้ถูกราชสำนักเต๋าเทียนอู๋ในตอนที่ชิงบัลลังก์สังหารจนสิ้นซาก
ตระกูลของตนยังนับว่าดีกว่ามาก
เพราะฉะนั้นเมื่อเห็นลวี่หยางมาเยือนในวันนี้ อวี๋โจวแทบไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย คุกเข่าลงบนพื้นโดยพลัน“ท่าน…ท่านผู้ยิ่งใหญ่ เผ่าพันธุ์โจวอวี๋ไร้ซึ่งความผิด!”
ท่าทีเช่นนี้ กลับทำให้ลวี่หยางถึงกับตะลึง:‘ราชวงศ์โจวอวี๋…มิได้นับว่าเป็นราชวงศ์แล้ว ที่นิกายศักดิ์สิทธิ์ถูกเลี้ยงดูมาห้าพันปี จะยังมีราชวงศ์อันใดอีก มีเพียงแค่ตระกูลที่ตกอับเท่านั้น!’
แต่ก็ถือว่าธรรมดาแล้ว
ท้ายที่สุด ทายาทสายนี้ของโจวอวี๋ ย่อมไม่อาจเข้ากับฟ้าดินได้ หากเป็นตระกูลใหญ่ที่เต็มไปด้วยคนทะเยอทะยาน กลับจะกลายเป็นภาระให้บรรพจารย์แห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ต้องลำบากหัวใจแทน
เป็นอย่างนี้…กลับพอดีแล้ว
นิกายศักดิ์สิทธิ์เลี้ยงดูทายาทสายนี้ของโจวอวี๋ประหนึ่งเลี้ยงแมลงกินข้าว บรรพจารย์แห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามารถใช้มันเพื่อข่มขู่พระผู้เป็นเจ้า อีกทั้