หลังความเงียบชั่วขณะอั้งเซียวจึงเปล่งวาจาออกมา
“นี่มันช่าง…เคราะห์กรรม”
น้ำเสียงที่เรียบเฉย กลับมิใช่ว่าคือจิตเทวะที่แตกสลายของเขา หากเป็นดวงวิญญาณของโพธิสัตว์หลงเซ่อผานอิ๋งที่ถูกลวี่หยางกำไว้ในฝ่ามือนั่นเอง
ในชั่วพริบตาเดียว ดวงตาลวี่หยางหดแคบลง
แต่แล้วถัดมาโพธิสัตว์หลงเซ่อผานอิ๋งหรือกล่าวได้ว่าอั้งเซียวพลันเคลื่อนไหว ร่างพลันส่องสว่างขึ้นด้วยประกายเรืองรองทองสุกสว่าง
ประกายนี้ผสานแสงสุริยันจันทรา ก่อรวมเป็นลมปราณหยินหยาง นั่นคือภาพลักษณ์ของทองคำขาวเทียน
ทว่าตำแหน่งมรรคผลนี้กลับถูกเพลิงบนสวรรค์ของลวี่หยางกดทับ ครั้นแสดงออกมากลับมิได้ช่วยให้หลุดพ้น ซ้ำยังทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปกว่าเดิม
แต่เพียงชั่วอึดใจ ลวี่หยางก็เห็นประกายรุ้งวูบที่สองปรากฏขึ้น สะท้อนภาพลักษณ์ของภูผาแปรเปลี่ยน ลุ่มน้ำผันผ่าน มังกรอสรพิษขดเงา นั่นคือทองคำในทราย
สองภาพลักษณ์ประสานกัน กลับแปรเป็น “ดินรองรับสุริยัน ระบายไฟบังเกิดทองคำ” พลันพลิกจากเดิมที่ถูกกดข่ม กลับกลายเป็นสัมพันธ์เกื้อหนุน
“ตูม! ตูม! ตูม!”
เพียงได้ยินเสียงกึกก้องสนั่น ฟ้าดินสะท้านไหวอั้งเซียวใช้แสงวูบหนึ่งพาตนเองพุ่งออกจากฝ่ามือลวี่หยาง เพียงพริบตาก็หลบลี้ไปปรากฏยังที่ห่างไกล หนีรอดไปได้จริง!
ลวี่หยางเห็นดังนั้นก็อดนิ่งงันมิได้ ครู่ใหญ่เพียงส่ายศีรษะพลางหัวร่อเบาๆ
“…ช่างเปิดหูเปิดตาเสียจริง”
นี่หาใช่เพราะความแตกต่างแห่งระดับพลัง แต่เป็นเพียงคว