ดนลับนี้ ก็จะไม่ถูกความรู้ต้องห้ามส่งผลกระทบ!”
ครั้นคิดได้ดังนี้ ลวี่หยางก็พลันเข้าใจแจ่มชัดทันที
“ใช่แล้ว… อั้งเซียวมิใช่ว่ารู้ความลับต้องห้ามนั้นมาตั้งแต่แรกหรอก แต่แรกเริ่มเขาเพียงถูกข้าหลอกให้ไปตามหาเจินเหรินบรรพกาล มู่ฉางเซิง เท่านั้น ”
“สิ่งที่เขารู้อย่างมากก็แค่แดนลับหลอมวิชามิใช่เรื่องธรรมดา อาจซ่อนวาสนาอันยิ่งใหญ่ไว้ภายใน ”
“แต่เมื่อได้เห็นมู่ฉางเซิงด้วยตาตนเอง ทุกสิ่งก็เปลี่ยนไป ”
“เขากลับคว้าครองความลับลึกล้ำยิ่งกว่าข้า รู้เรื่องราวเร้นลับมากกว่าข้า การดำรงอยู่ของมู่ฉางเซิง ทำให้เขาสามารถคำนวณออกถึงความจริงแห่งข้อห้ามห้าพันปี!”
“เพราะว่าอยู่ภายในแดนลับหลอมวิชา จึงไม่ถูกพระผู้เป็นเจ้าล่วงรู้ แต่ข้านั้นต่างออกไป…เมื่ออยู่ในโลกปัจจุบัน เพียงข้าล่วงรู้ข้อห้ามนี้ พระผู้เป็นเจ้าก็สัมผัสถึงทันที ส่วนอั้งเซียว…หากไม่ผิดพลาด ตอนนี้เสี้ยวจิตของเขาก็คงเหลือเพียงชื่อไร้ตัวตนแล้ว ”
บัดนี้อั้งเซียวทำได้เพียงซ่อนกายอยู่ในแดนลับหลอมวิชาเท่านั้น
หากก้าวออกมาเมื่อใด ภายใต้การรับรู้ของพระผู้เป็นเจ้า เศษเสี้ยวจิตนั้นก็จักดับสูญโดยพลัน บัดนี้เขากับมู่ฉางเซิงก็เปรียบได้กับเพื่อนนักโทษในคุกเดียวกันแล้ว
“นี่มันช่าง…”
ครั้นคิดถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็เผลอหัวเราะออกมาเบาๆ หากมองจากมุมตน ดูเหมือนจะถูกอั้งเซียวเล่นงานอีกครั้ง แต่หากเปลี่ยนมุมคิดเสีย เรื่องราวก็กลับกันโดยสิ้นเชิง
สำหรับฝั่งอั้งเซียวเกรงว