าไม่รู้จักเจ้า”
หลินมู่อวี่ยิ้ม “เจ้าเป็นเพียงทหารชั้นผู้น้อย ให้ข้าคุยกับคนที่ยศสูงกว่าเจ้า!”
“ข้าคือผู้บัญชาการกองทัพองครักษ์ไป่อวี้…เจ้าข้องใจอันใด?”
“เจ้ายศสูงที่สุดแล้วหรือ?”
“หึ!” ผู้บัญชาการเผยท่าทีไม่พอใจ “เจ้าคนจากจักรวรรดิอี้เหอ…คิดจะมาสอดแนมเรื่องการจัดตั้งกองทัพของเราใช่หรือไม่? เปิดประตูแล้วจับตัวมัน!”
“ขอรับ!”
ประตูเล็กด้านข้างเปิดออก ทหารม้านับสิบหลั่งไหลออกมา
ถึงกระนั้นหลินมู่อวี่ไม่ได้วิ่งหนี ทว่ากลับมองทุกคนที่อยู่ใต้แสงคบเพลิงด้วยรอยยิ้ม “คาดไม่ถึงว่าสามปีต่อมา กองทหารองครักษ์จะทำกับข้าเช่นนี้…”
ผู้บัญชาการทหารทำท่าทีฉุนเฉียว “แน่สิ! เจ้าเป็นใคร…จักรพรรดิอย่างนั้นรึ? หากไม่ตอบข้าจะตัดหัวเจ้าทิ้งเสีย! ยอมรับเถิดว่าเจ้าเป็นสายสืบของอี้เหอ!”
“ข้าเปล่า!”
“เจ้าเป็นสายสืบ!”
“ข้าไม่ไม่ได้เป็น!”
“รนหาที่ตาย!”
“ข้ายังไม่อยากตาย!”
“ไอ้เด็กเหลือขอ!”
“เจ้าหน้าไม่อาย!” ชายสองคนถกเถียงกัน กระทั่งทหารกลุ่มหนึ่งเดินมา หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้น “กลางดึกเช่นนี้ใครส่งเสียงเอะอะกัน ไม่รู้กฎของเมืองหรือว่าห้ามส่งเสียงในยามวิกาล?”
ไป่อวี้รีบหันไปมองพร้อมประสานกำปั้น “ท่านรองผู้บัญชาการขอรับ ชายผู้นี้ยืนกรานจะเข้าเมืองในยามวิกาล และต้องการทราบชื่อผู้บัญชาการของกองกำลังองครักษ์ให้ได้ ข้าจึงสันนิษฐานว่ามันคือสายสืบของจักรวรรดิอี้เหอ ท่านรองจัดการมันเลยขอรับ!”
รองผู้บัญชาการหาใช่ใครอื่นไม่ ทว่