มเคลื่อนทัพแล้วหรือ?”
จางเหว่ยยิ้มอย่างประหม่า “ท่านหลินขอรับ ระวังคำพูดด้วยเพราะตอนนี้ท่านหยุน และท่านหลานเป็นถึงขุนนางคนสำคัญของจักรวรรดิเรา และพวกเขามีอำนาจกว่าแปดในสิบอยู่ในมือ แม้ว่าองค์หญิงอินจะขึ้นเป็นจักรพรรดินีแล้ว แต่นางกลับไม่มีอำนาจการตัดสินใจใดๆ เลย พูดง่ายๆ จักรพรรดิคนปัจจุบันคือคนแซ่ถังและซู ข้าจะเล่าให้ท่านฟังเพียงครั้งเดียว มิฉะนั้นข้าต้องถูกสั่งลงโทษเป็นแน่”
“อืม ถ้าอย่างนั้นไปหาเสี่ยวอินกันเถอะ!”
“ขอรับ!”
…
ณ ตำหนักเจ๋อเทียน แสงจากตะเกียงกะพริบไหวตามสายลมที่พัดผ่าน
กองหนังสือถูกเปิดค้างอยู่บนโต๊ะ ฉินอินนั่งลงทบทวนตำราประวัติศาสตร์ ขณะที่ซูมู่หยุนนั่งอ่านหนังสือการทหารอยู่ฝั่งตรงข้าม
ข้าราชบริพารที่อยู่ตรงข้ามเอ่ย “ฝ่าบาท หลังก่อตั้งกองทัพเทียนชู่ใหม่ กระทรวงกลาโหมยังคงรอคำสั่งจากนางว่าจะให้ผู้ใดเป็นผู้บัญชาการของกองทัพเทียนชู่”
ฉินอินทำหน้ามุ่ยกล่าว “ท่านตาคิดว่าใครเหมาะสมที่จะเป็นผู้บังคับบัญชาของกองทัพเทียนชู่หรือเจ้าคะ?”
ซูมู่หยุนขมวดคิ้ว “กระหม่อมเสนอให้ซูหลงเป็นผู้บังคับบัญชากองทัพ เพราะเขามีทักษะการต่อสู้และการวางแผนดีเยี่ยมพ่ะย่ะค่ะ”
ฉินอินกล่าว “ถ้าจะวัดกันทีกลยุทธ์และความสามารถ หลัวอวี่ เฟิงสี่ และฉินเหยียนนั้นมีมากกว่าซูหลงเสียอีก ข้าคิดว่าควรเลือกหนึ่งในพวกเขานะเจ้าคะ ยิ่งไปกว่าท่านแม่ทัพซูหลงก็เป็นรองผู้บัญชาการของกองทัพเขี้ยวกระบี่อยู่แล้วด้วย”
“ข้าจ