ลือแต่เถ้าธุลี ฉินอินมองซากกำแพงเมืองอันหม่นหมอง รู้ดีว่าถึงบ้านของตนแล้ว…บ้านที่ไม่เหมือนเดิม
เสียงม้าวิ่งตามมาด้านหลัง ฉู่เหยาลงจากม้าและโผเข้าโอบไหล่บางของถังเสี่ยวซีและฉินอินไว้ “เสี่ยวอิน เสี่ยวซี อย่าร้องไห้ไปเลย อาอวี่ที่อยู่บนสวรรค์คงอยากเห็นรอยยิ้มของพวกเจ้ามากกว่ามานั่งเสียใจเช่นนี้ พวกเจ้าก็รู้ว่าอาอวี่ของเรานั้นชื่นชอบรอยยิ้มเพียงใด”
“อืม…”
ฉินอินพยักหน้าก่อนจะปาดน้ำตา “ข้ารู้แล้วเจ้าค่ะ…”
หลังกล่าวจบฉินอินก็มองถังเสี่ยวซี “เสี่ยวซีเจ้าคงลำบากมาก…หากไม่เป็นเพราะเจ้า คงไม่เหลือจักรวรรดินี้อีกแล้ว”
ถังเสี่ยวซีกล่าวพึมพำ “ข้าคิดว่าข้าจะช่วยมู่มู่ได้ แต่เปล่าเลย…ข้ามันไร้ประโยชน์”
“เจ้าไม่ได้ไร้ประโยชน์”
ฉินอินกล่าว “เจ้าพยายามอย่างดีแล้ว ข้าต่างหากที่ไร้ประโยชน์ ข้าต้องให้คนอื่นมาคอยปกป้อง ในขณะที่ข้าช่วยเหลือใครไม่ได้เลย ข้า…ไม่ต่างอะไรกับตัวถ่วงไร้ค่า”
“พูดอะไรเช่นนั้นเล่า เจ้าคือความหวังเดียวของจักรวรรดินี้ มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่จะนำแผ่นดินที่แตกสลายนี้ให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียว”
กระทั่งซูมู่หยุนและซูอวี่ตามมาถึง ซูมู่หยุนลงจากม้าและทำความเคารพ “ขุนนางเฒ่าผู้นี้ยินดีที่ได้พบท่านพ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงซี”
ถังเสี่ยวซีรีบตอบอย่างลนลาน “ท่านหยุนกงทำตัวตามสบายเถิดเจ้าค่ะ ข้าเป็นเกียรติมากกว่าที่ได้พบกับท่านหยุนกง”
“ฮ่าๆๆ”
ซูมู่หยุนหัวเราะ “ข้าทราบมาว่าองค์หญิงซีคอยปกป้องเมืองหลันเยี