ังเพคะ…” ฉู่เหยามองลงไปเบื้องล่าง “พวกมันมีพลธนูมาก…”
ฉินอินพยักหน้า “ข้าไม่เป็นไรท่านพี่ฉู่เหยา ท่านก็ระวัง…ฉินเยียนดูแลนางด้วย”
“พ่ะย่ะค่ะองค์หญิง!”
ฉินเหยียนถือโล่คอยคุ้มกันฉู่เหยาราวผู้พิทักษ์ของเทพเจ้าสงคราม
“สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?” ฉินอินถาม
หลัวอวี่ประสานกำปั้นคำนับก่อนจะตอบ “พวกมันมีกำลังทหารมาเพิ่มอีกห้าหมื่นนาย และคงจะมีมาเพิ่มขึ้นอีก มันตั้งกองทัพล้อมรอบภูเขาหลงหยาน คงหมายเข้ายึดในทีเดียว ทว่าคงไม่ง่ายเช่นนั้น…กว่าภูเขาลูกนี้จะถูกยึดได้สำเร็จเราคงมีกำลังเสริมมาช่วยแล้ว อีกทั้งทางด้านหลังเขาเราก็มีพลธนูคอยซุ่มอยู่ โดยอาศัยพื้นที่ที่อำนวยต่อการป้องกันมากกว่าโจมตี พวกมันคงคิดไม่ถึงแน่”
“อืม”
ฉินอินพยักหน้าและถามต่อ “แล้วมีข่าวท่านพี่อาอวี่บ้างหรือไม่?”
“ไม่เลยพ่ะย่ะค่ะ”
หลัวอวี่ส่ายหัว “เราขาดการติดต่อกับเมืองหลันเยี่ยนรวมไปถึงทั้งจักรวรรดิแล้ว นกส่งสารทุกตัวไม่หายก็บินหนีไป ถึงกระนั้นองค์หญิงทรงวางพระทัยเถิดพ่ะย่ะค่ะ ไม่มีเรื่องร้ายแรงใดเกิดขึ้นกับท่านผู้บัญชาการแน่นอน”
“อืม” ฉินอินตอบด้วยท่าทีกังวลกว่าเดิมก่อนจะมองไปยังกองทัพอี้เหอที่อยู่ตีนเขา “บางที…หากข้าลงจากเขาและเข้ามอบตัวกับพวกอี้เหอเสีย อาจช่วยให้กลุ่มมังกรผงาดทั้งพันคนรอดก็ได้…”
“ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ!”
หลัวอวี่ ฉินเหยียน เว่ยโฉวและคนอื่นๆ รีบคุกเข่าลง หลัวอวี่เงยหน้ากล่าว “องค์หญิงเป็นสายเลือดราชวงศ์ฉินคนเดียวที่ยั