ั่งนอกตำหนักเจ๋อเทียนต่างกำลังอธิษฐานขอพรกันอยู่ เนื่องจากวันนี้ฉินจิ้นและฉินอินตั้งใจร่วมกันสวดอวยพรแก่คนทั้งโลก ลานกว้างโดยรอบตำหนักแออัดจนทำให้หลินมู่อวี่กับฉินเหยียนต้องจูงม้าเบียดฝูงชนเข้าไป บรรดาทหารต่างสลัดคราบความน่าเกรงขามและออกมาสนุกสนานกับประชาชน
กระทั่งเข้าถึงตัวตำหนัก ฉินเหยียนก็ถูกรีบอาวุธและสัมภาระทันที เนื่องด้วยกฎที่เคร่งครัด มีเพียงนายทหารยศสูงเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์พกอาวุธเข้าตำหนัก
เมื่อส่งม้าต่อให้คนรับใช้ หลินมู่อวี่ก็เดินนำฉินเหยียนเข้าไปด้านใน โถงกว้างเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่ถูกเชิญชวน นอกจากฉินจิ้นแล้วทุกคนล้วนเป็นขุนนางหรือทหารระดับแม่ทัพทั้งสิ้น
ฉินจิ้นนั่งบนบัลลังก์โดยมีฉินอินในชุดเจ้าหญิงนั่งอยู่ข้างๆ กระทั่งเห็นหลินมู่อวี่เดินเข้ามา ฉินอินจึงลุกจากที่นั่งและลงไปหาหลินมู่อวี่ “ท่านพี่ ข้าได้ยินมาว่าท่านพี่เบื่องานเอกสารหรือเจ้าคะ? เช่นนั้นก็ใช้โอกาสนี้พักผ่อนจากงานหนัก ขอให้มีความสุขกับเทศกาลหว่านพืชผลเจ้าค่ะ!”
หลินมู่อวี่ยิ้ม “ข้าก็ขอให้เจ้ามีความสุขกับเทศกาลเช่นกัน!”
“อืม! มาอวยพรให้เสด็จพ่อกันเถิด”
“ได้สิ!”
ฉินอินจูงมือหลินมู่อวี่ไปยังหน้าบัลลังก์ ทั้งคู่พลันถวายบังคมแด่จักรพรรดิ “หลินมู่อวี่ขออวยพระพรแก่องค์จักรพรรดิให้มีพระชนมายุยิ่งยืนนานพ่ะย่ะค่ะ!”
ฉินจิ้นหัวเราะ “ขอบใจมากอาอวี่!”
หลินมู่อวี่พยักหน้าโดยไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อ เขาหันมองโดยรอบห้องโถงก่อน