ฐานะใต้เท้าแห่งวิหารศักดิ์สิทธิ์แทนได้หรือไม่?”
หลินมู่อวี่ยิ้มพลางประสานกำปั้นคำนับ “ตามเสด็จพ่อเห็นสมควรขอรับ…”
“เช่นนั้นก็ให้เป็นตามที่ข้าพูดก็แล้วกัน!”
ฉินจิ้นหัวเราะก่อนหันไปมองฉินอิน “เสี่ยวอิน หากมีปัญหาอันใดในการดูแลกองสารวัตรทหาร จงปรึกษาผู้นำเหล่ยหง…เข้าใจหรือไม่?”
“ทราบแล้วเจ้าค่ะเสด็จพ่อ ข้าจะไปเตรียมตัวเดี๋ยวนี้”
“พรุ่งนี้เช้าข้าจะขับไล่เซี่ยงอวี้ออกจากตำหนักพวกเจ้าจงมาร่วมเป็นสักขีพยานด้วย”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
…
หลังจบการหารือ หลินมู่อวี่จึงกลับไปยังวิหารศักดิ์สิทธิ์พร้อมพระราชกฤษฎีกาถึงเหล่ยหง ผู้เฒ่าเมื่อได้รับสาส์นก็หัวเราะทั้งน้ำตา “ข้าอายุปูนนี้แล้วยังต้องไปรับตำแหน่งรองผู้บัญชาการอีกหรือ…โอ้ เหล่ยหงผู้นี้ไม่เคยนึกถึงชื่อเสียงหรือโชคลาภใด ตลอดชีวิตที่ผ่านมาข้าไม่ได้อยากเป็นทหาร ตอนนี้ก็เช่นกัน…ข้าไม่อยากเป็นรองผู้บัญชาการ”
หลินมู่อวี่หัวเราะ “ท่านผู้นำ หน้าที่ของท่านเพียงติดตามคุ้มกันองค์หญิงในฐานะรองผู้บัญชาการ ไม่ได้มีสิ่งใดมากไปกว่านั้น โปรดเข้าใจเสียใหม่เถิดขอรับ”
“อืม”
เหล่ยหงวางสาส์นในมือลงก่อนจะจ้องหน้าหลินมู่อวี่ “อาอวี่ จากที่ข้าได้อ่านมีถ้อยกล่าวถึงการรับหน้าที่ผู้นำชั่วคราว อย่ากังวลไปวันข้างหน้าทุกอย่างในวิหารศักดิ์สิทธิ์จะถูกส่งมอบให้แก่เจ้า!”
หลินมู่อวี่กล่าวอย่างนอบน้อม “เช่นนั้นข้าควรระวังให้มาก เพื่อไม่ทำให้วิหารศักดิ์สิทธิ์ต้องล่มสลาย”
“อืม ข้าจะออกไปช