่วงบ่าย” เหล่ยหงหันไปมองเกอหยางที่อยู่ไม่ไกล “ใต้เท้าเกอหยาง ช่วงที่ข้าไม่อยู่…หากเจ้าต้องการสิ่งใดจงกล่าวแก่ใต้เท้าหลิน และช่วยเหลือเขาทุกสิ่งอย่างสุดหัวใจ เข้าใจหรือไม่?”
เกอหยางยิ้มตอบ “เข้าใจขอรับ”
…
กระทั่งบ่ายคล้อย เหล่ยหงทำการเก็บข้าวของเตรียมย้ายไปกองสารวัตรทหาร ม้วนคัมภีร์มากมายที่เป็นสมบัติของเขาถูกขนติดตัวไปด้วย เหล่ยหงได้ร่ำเรียนวิทยายุทธ์มาทั้งชีวิตราวกับกระหายใฝ่รู้อยู่ตลอด หลินมู่อวี่พาฉินอิน เกอหยางและคนอื่นๆ ไปส่งเหล่ยหงด้านนอกวิหาร ระหว่างกลับเข้าด้านในเกอหยางยิ้มกล่าวอย่างอนบน้อม “อาอวี่ ข้าทำความสะอาดโถงประชุมที่เป็นห้องทำงานให้เจ้าแล้วไปดูก่อนเถิด แล้วข้าจะนำเอกสารที่ต้องตรวจสอบวันนี้ตามไปให้”
“อ้อ ขอบพระคุณมากขอรับ…”
หลินมู่อวี่รู้สึกประหม่า ก่อนหน้าเขากลับเข้ามาพร้อมเกอหยาง โถงประชุมมันเคยสกปรกเต็มไปด้วยฝุ่นมาก่อน ทว่าตอนนี้มันกลับถูกทำความสะอาดจนเรียบ โดยมีโต๊ะใหญ่ตัวหนึ่งวางอยู่ติดขอบหน้าต่างพร้อมกับนาฬิกาลูกตุ้มที่สลักตราวิหารศักดิ์สิทธิ์ไว้ หลินมู่อวี่เดินไปนั่งยังโต๊ะของตนอย่างพึงพอใจ เขาไม่เคยใช้โต๊ะทำงานเช่นนี้มาก่อน การถูกปฏิบัติในฐานะผู้นำนั้นช่างแตกต่าง…แม้เขาจะเป็นเพียงใต้เท้า
มีทหารยามสองคนเฝ้าอยู่ตรงประตู และข้ารับใช้อายุราวสี่สิบปีชื่อ “จิ๋นซาง” ทว่าหลินมู่อวี่ชอบเรียกเขาว่าลุงจิ๋นเสียมากกว่า
“ใต้เท้าหลิน บ่ายนี้รับเป็นชาดำหรือชาเขียวดีขอรับ?” จ