องทัพทั้งห้าเพื่อเข้าเฝ้าพระอัครมเหสี”
“ขอเพียงพระอัครมเหสีอย่าได้รีรอไปมากกว่านี้ มิเช่นนั้นเกรงว่าจะลุกลามเป็นศึกกลางเมืองครั้งใหญ่ในราชสำนักเต๋า หวังว่าพระอัครมเหสีจะทรงคำนึงถึงหมู่มวลราษฎรแห่งเจียงตง”
คำกล่าวนี้ทำให้พระอัครมเหสีถึงกับนิ่งงันช่างชอบธรรมองอาจนัก…คล้ายพวกนิกายกระบี่อยู่ไม่น้อย เจ้ามังกรอสูรตนนี้มีที่มาที่ไปอันใดกันแน่?
พระอัครมเหสีแม้ในพระทัยจะเต็มไปด้วยความฉงน แต่บนพระพักตร์กลับเคร่งขรึมแน่นิ่ง ดุจเผชิญศัตรูใหญ่ “หากข้าไม่ตอบตกลงเล่า? สหายนักพรตคิดจะทำอะไร?”
สิ้นเสียงนั้น พระอัครมเหสีก็เห็นว่าผู้บัญชาการกองทัพทั้งห้าเบื้องหลังลวี่หยางราวกับรู้ใจกันโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว แล้วออกจากท้องพระโรงไป
“ปัง!”
เมื่อบานประตูใหญ่เปิดปิดลง ในโถงกว้างก็เหลือเพียงลวี่หยางกับพระอัครมเหสี สภาพบรรยากาศพลันกลายเป็นเยียบเย็นกดดัน
“หากพระอัครมเหสีไม่ทรงอนุมัติ วันนี้ข้าก็จักไม่ไปไหน”
ถ้อยคำนี้ทำให้พระอัครมเหสีมีสีหน้ามืดครึ้มทันที รับสั่งเสียงต่ำ “ท่านคิดจะลงมือก่อนแล้วค่อยรายงาน หวังชำระล้างเหล่าขุนนางทั้งราชสำนักเต๋าใช่หรือไม่?”
“ปีศาจเผ่าพันธุ์มังกร กระทำการที่ทรยศเช่นนี้”
“ท่านมิกลัวหรือว่าเจ้าวิถีจะทรงลงทัณฑ์?”
ลวี่หยางส่ายศีรษะ “พระอัครมเหสีทรงวิตกเกินไปแล้ว พระทัยของท่านเจ้าวิถีนั้น จักรพรรดิและขุนนางอย่างพวกเราไหนเลยจะคาดเดาได้? ขอพระอัครมเหสีอย่าได้ฝากควา