ามาใหม่ ซึ่งยากจะเสริมให้ทัพมีความแข็งแกร่งเท่าเดิม
รุ่งสางวันถัดมา ม้าศึกเริ่มมีอาการหอบเหนื่อยทว่าหลินมู่อวี่ยังคงฝืนมันต่อไป เพราะจากการหารือกับเว่ยโฉวและเซี่ยโหวซางจึงได้ข้อสรุปว่าไม่ควรหยุดพักไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน ต้องกลับไปเมืองหลันเยี่ยนให้ไวที่สุดเพื่อไม่ให้โดนสำนักอัศวินเข้าปิดล้อมอีกครั้ง
อย่างที่คาด ลำพังทหารม้าเพียงไม่กี่นายของสำนักอัศวินไม่สามารถไล่ตามพวกหลินมู่อวี่ได้ทัน ทว่าม้าศึกหลายตัวหลังจากฝืนทนวิ่งมาอย่างยาวนานก็เริ่มน้ำลายฟูมปาก กระทั่งเข้าสู่วันที่สาม…ในที่สุดพวกหลินมู่อวี่ก็เห็นเค้าเมืองหลันเยี่ยนเสียที
ทันทีที่ทักษะชีพจรวิญญาณของหลินมู่อวี่สัมผัสถึงพลังของยอดฝีมือด้านหน้า เขาก็ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณพลางตะโกนสั่ง “เตรียมอาวุธ! พร้อมเข้าปะทะด้านหน้า!”
“ขอรับ!”
เซี่ยโหวซางจับหอกยาว ขณะที่เว่ยโฉวเตรียมคันศรกลืนวิญญาณของตน คงจะดีหากสามารถฆ่าศัตรูเบื้องหน้าก่อนที่พวกมันจะเข้าถึงตัว
หลังพ้นแนวป่า คลื่นพลังงานยังคงไม่หายไป ทว่าพวกเขากลับไม่ใช่ศัตรู…เป็นเฟิงจี้สิง จางเว่ย หลัวเลี่ย และทหารจักรวรรดิอีกหลายคนตั้งค่ายรออยู่
“มาแล้ว!” จางเว่ยตะโกนขึ้นพลางหัวเราะลั่น “ท่านหลินมุู่อวี่และคนอื่นๆ กลับมาโดยสวัสดิภาพ!”
เฟิงจี้สิงรีบควบม้าเข้าไปหาโดยไว “อาอวี่ระหว่างทางกลับเรียบร้อยดีหรือไม่?”
หลินมู่อวี่ส่ายหัว “เกิดอันใดขึ้นหรือ? เหตุใดท่านพี่จึงออกมารับเราถึงนอกเมืองเ