่กงหนานคำนับและกล่าวต่อ “ข้าคิดว่าเราควรรวมพลทหารเสินเว่ยและส่งสาส์นแจ้งแก่ผู้บัญชาการทุกหมู่เหล่าในมณฑลเทียนชู่ ชางหนาน และตี่ฉิงเพื่อเข้าโจมตีเมืองหลวงขอรับ ในเมืองหลวงมีทหารทั้งสิ้นประมาณสองแสนสามหมื่นกว่านายบวกกับองครักษ์อวี้อีกไม่เกินห้าหมื่นนาย ด้วยจำนวนเท่านี้เราสามารถทำลายพวกมันได้ภายในครึ่งเดือนและหลังจากนั้น…”
สี่กงหนานตื่นเต้นอย่างมากขณะพูด ทว่าเมื่อเจิ้งอี้ฝานมองเขาด้วยสายตาอันเย็นชา ร่างกายก็เริ่มสั่นเทิ้มด้วยความกลัว “ท่านเสินโหว…ข้ากล่าวสิ่งใดผิดไปหรือไม่ขอรับ?”
เจิ้งอี้ฝานกล้าวอย่างไม่สบอารมณ์ “สี่กงหนานเจ้าจงจำใส่กะโหลกไว้ให้ดี ข้า…เจิ้งอี้ฝานผู้นี้ได้รับการอวยยศโดยตรงจากจักรพรรดิฉินจิ้นให้เป็นจ้าวแห่งจวนเสินโหว เช่นนั้นต่อให้เกิดอะไรขึ้นข้าก็จะอยู่ข้างราชวงศ์ฉินเสมอ และใครก็ตามที่คิดปองร้ายองค์จักรพรรดิจะต้องข้ามศพข้าไปก่อน นับแต่นี้ไปหากข้าได้ยินเจ้าพูดเช่นนั้นอีก เจ้าจะพบว่าตัวเองถูกส่งไปให้เซี่ยงอวี่แห่งสารวัตรทหารจัดการ!”
“ท่านขอรับ ข้า…”
สี่กงหนานสั่นเทา “ข้ามิบังอาจแล้วขอรับ!”
“อืม…”
เจิ้งอี้ฝานก้มมองเจิ้งฟางที่นอนขมวดคิ้วอยู่ก่อนจะเหม่อมองผืนฟ้าด้วยท่าทีหม่นหมองพร้อมกับถอนหายใจให้กับความชราที่เพิ่มขึ้นของตน
…
ณ ลานกว้าง งานประลองยุทธ์ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเที่ยงวันการประลองก็เข้าสู่ช่วงสิบสองคนสุดท้ายเสียที ซึ่งคนที่จะได้ครอบครองตำแหน่งผู้ชนะคื