ดูอาการของเหล่าทหาร เขาสังเกตเห็นหทารอวี้หลินนายหนึ่งถูกทึ้งไหล่จนเป็นแผลเหวอะ ชุดเกราะของเขาถูกทำลายจนหมดสิ้น หลินมู่อวี่ควักยาสมานแผลออกมาสองขวดแล้วราดลงบนบาดแผลของทหารนายนั้นก่อนจะช่วยพันแผล จู่ๆ ดวงตาของทหารผู้นั้นได้มีน้ำตาซึมออกมา “ท…ท…ท่านแม่ทัพ ข..ข้า…”
หลินมู่อวี่ยกมือปรามก่อนกล่าวว่า “ไม่ต้องกังวลไป หากข้าได้รับบาดเจ็บเจ้าคงจะทำสิ่งเดียวกันเพื่อช่วยชีวิตข้า!”
ทหารทุกนายอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ความวิตกกังวลต่อความตายก็พลันสลายไปเพราะคำพูดติดๆ ขัดๆ ของทหารหนุ่มนายนั้น
…
ไม่นานเว่ยโฉวพลันถือศิลาวิญญาณซึ่งปกคลุมไปด้วยพลังงานหนาแน่น เขากล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านหลินมู่อวี่…ในที่สุดเราก็ได้ศิลาวิญญาณหมาป่าศิลามลทินอายุห้าพันสองร้อยปี ฉะนั้นภารกิจได้ลุล่วงไปเกินครึ่งทางแล้วขอรับ! เหลือเพียงไล่ล่าอสูรเกล็ดทองคำอายุกว่าห้าพันปี และสุกรไพรอีกจำนวนหนึ่ง จากนั้นเราก็จะลุล่วงภารกิจทั้งหมด พวกเรายังมีเวลาอีกยี่สิบวันก่อนพิธีกรรมบวงสรวงเหมันตฤดู…มีเวลาเหลือเฟือเลยขอรับ”
“ไม่ เราไม่ได้มีเวลามากมายถึงเพียงนั้น”
หลินมู่อวี่ยื่นมือรับศิลาวิญญาณก่อนจะใส่ไว้ในกระเป๋าบนหลังม้า จากนั้นก็กล่าวขึ้นว่า “หากเราต้องไล่ล่าสุกรไพรวัน มันคงเป็นการยากที่จะลำเลียงเนื้อหนึ่งพันกิโลกรัมได้ทันท่วงทีก่อนที่เนื้อจะเริ่มเน่าเปื่อย ดังนั้นต้องเคลื่อนทัพโดยเร็วที่สุด เราจะสร้างค่ายพักแรมชั่วคราวที่นี่…ก่อนจะออก