น้าเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำและมองไปทางอื่นเพราะความเขินอาย จากนั้นเจิ้งเซียงก้มศีรษะลงและกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้น…ข…ข้าสามารถพบท่านในวันพรุ่งนี้ได้หรือไม่?”
ฉู่ฮว่ายเสิงประหลาดใจ “คุณหนู พรุ่งนี้ข้ามีภารกิจขอรับ…”
“แล้วเมื่อใดท่านฉู่จะพอมีเวลาว่างมาพบข้า?”
“วันมะรืนขอรับ…”
“ถ้าอย่างนั้นวันมะรืนเราพบกันได้หรือไม่? มันจะเป็นการรบกวนท่านไหมเจ้าคะ?”
ใบหน้าฉู่ฮว่ายเสิงเปลี่ยนเป็นสีแดงและกล่าวอย่างเคอะเขิน “ข..ข้าเป็นเพียงทหารอันต่ำต้อย อีกทั้งยังได้รับเงินตอบแทนเยี่ยงทหารรักษาพระองค์ธรรมดาคนหนึ่ง ข้ากลัวว่าสถานที่ที่ข้าอยู่จะเป็นที่ที่ไม่เหมาะสมกับการไปเยือนของท่าน เพราะฉะนั้นคุณหนูเป็นคนนัดหมายสถานที่ได้หรือไม่ขอรับ? ข้าเป็นกังวลว่าข้าจะเผลอไปสร้างความขุ่นเคืองให้แก่คุณหนู…”
เจิ้งเซียงหัวเราะออกมา ดวงตาคู่งามนั้นมองไปที่ฉู่ฮว่ายเสิง “ท่านมิทำให้ข้าขุ่นเคืองอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นสถานที่นั้นจะมีสภาพเป็นอย่างไรหากที่นั่นข้าได้พบท่านแล้วละก็ สถานที่นั้นคงเป็นสถานที่ที่วิเศษสำหรับข้า”
“ถ้าเยี่ยงนั้น…ข้าน้อยฉู่ฮว่ายเสิงขออนุญาตกลับไปที่ตำหนักเจ๋อเทียนก่อน ข้ามิอาจล่าช้าได้อีกต่อไป”
“อือ ข้าจะออกไปส่งท่านเอง…”
ภายใต้ท้องฟ้ายามราตรี ฉู่ฮว่ายเสิงและเจิ้งเซียงเดินเคียงข้างกันออกจากพับพลาวรุณ ทั้งสองมิได้ตระหนักเลยว่ามีใครบางคนกำลังสังเกตการณ์อยู่ ชายร่างผอมอายุราวสามสิบปี ใบหน้าของเขาแสดงถึงความเกลีย