่ถูกชักกลับอย่างช้าๆ
ตัวของกงฉวนเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อเพราะตกใจกลัว เขาแข็งแกร่งทัดเทียมขอบเขตนภาชั้นที่หนึ่งเหมือนกันกับหลินมู่อวี่ ทว่าอีกฝ่ายกลับลอบโจมตีอย่างเร็วปานสายฟ้า ซึ่งทำต่อหน้าเหล่าทหารอีกด้วย กงฉวนโกรธแค้นเนื่องจากความอัปยศที่เกิดขึ้น “นี่เจ้าไม่คิดเจียมตัวหน่อยเหรอ เจ้าคิดจะล่าสัตว์วิญญาณอายุห้าพันปีด้วยตัวเองเนี่ยนะ เฮอะ! ข้าจะบอกอะไรให้…สัตว์วิญญาณอรุณอายุห้าพันปีในป่านั่นมีแค่สัตว์จำพวกปักษาเหินฟ้า อสรพิษวิญญาณโชติ และอสูรเกล็ดทองคำเท่านั้น ซึ่งสัตว์สองชนิดแรกอยู่ในช่วงจำศีล ส่วนอสูรเกล็ดทองคำก็หายากยิ่ง ถึงแม้จะหามันเจอก็คงสู้มันไม่ได้…ข้าจะรอดูความตายของเจ้า!”
กงฉวนข่มขู่ด้วยสายตาดุดัน “ไอ้สารเลว…อย่าคิดว่าจะมีใครช่วยเจ้าได้ คอยดูเถอะ!”
เว่ยโฉวกัดฟันแน่นแต่ต้องข่มมันไว้ เขามิอาจเทียบความแข็งแกร่งกับบุคคลตรงหน้าได้ ขณะที่อีกฝ่ายเป็นถึงขุนนาง…แต่เขากลับเป็นเพียงสามัญชน เป็นจริงดังเช่นกงฉวนกล่าวอ้าง…เว่ยโฉวเป็นบุตรชายของหญิงรับใช้ในค่ายและไม่เคยมีใครล่วงรู้ว่าผู้ใดคือบิดา มารดาเขาเสียไปเมื่อหลายสิบปีก่อน และเว่ยโฉวยังไม่เคยถูกรับรองว่าเป็นพลเมืองด้วยซ้ำ
หลินมู่อวี่ไม่อาจอดกลั้นอีกต่อไป เขาขมวดคิ้วครุ่นคิดก่อนจะกล่าวว่า “กงฉวน…จะเกิดอะไรขึ้น หากพวกเราไล่ล่าและนำอสูรเกล็ดทองคำอายุห้าพันปีกลับมาได้…เจ้ากล้าเดิมพันไหม?”
กงฉวนกล่าวด้วยความโมโห “ได้! ว่ามาสิ…เจ้าต้องการเดิม