พันอะไร”
“ก่อนพิธีกรรมบวงสรวงเหมันตฤดู หากพวกเราล่าอสูรเกล็ดทองคำอายุห้าพันปีได้…เจ้าต้องคุกเข่าลงตรงหน้าเว่ยโฉว และขอขมาเขาต่อหน้าฝูงชน และหากพวกข้าทำภารกิจไม่สำเร็จ…ข้าจะคุกเข่าตรงหน้าเจ้าและขอขมาต่อหน้าฝูงชนเช่นกัน เจ้ากล้าเดิมพันหรือไม่?”
“เหตุใดข้าจะไม่กล้า?”
กงฉวนยกฝ่ามือพร้อมกับกล่าวเสียงดังกังวาน “ทุกคนฟังข้า…หากหลินมู่อวี่สามารถฆ่าอสูรเกล็ดทองคำอายุห้าพันปีสำเร็จ ข้า…กงฉวน จะคุกเข่าและขอขมาต่อเว่ยโฉว ทว่าหากพวกเขามิอาจทำได้ หลินมู่อวี่ต้องคุกเข่าและขอขมาข้าแทน!”
ทหารทุกนายต่างยกอาวุธขึ้นพร้อมกับโห่ร้องอย่างครื้นเครง คนพวกนี้ช่างคุยโวกันเสียจริง
กองทัพทั้งสองกองเคลื่อนทัพผ่านกันในที่สุด เรื่องขบขันก็เป็นอันหยุดลง แต่หลินมู่อวี่ตระหนักดีว่าเรื่องนี้ยังตัดสินกันไม่ได้ ตำหนักขุนนางเทวามีเรื่องบาดหมางกับเขา ซึ่งในหน่วยองครักษ์รักษาพระองค์ที่เขาอยู่ก็เผอิญมีคนจากตำหนักขุนนางเทวาแฝงตัวอยู่มากมาย…ดูเหมือนว่าเจิ้งอี้ฝานผู้นี้จะมีหูมีตาอยู่ทุกหนแห่ง…
เว่ยโฉวบังคับม้ามาด้านข้างหลินมู่อวี่ก่อนพูดเสียงแผ่วเบา “ขอบพระคุณขอรับ…”
“เจ้าขอบคุณข้าด้วยเหตุใดกัน? เป็นมารยาทเหรอ?” เขากล่าวด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นกันเอง
“ท่าน…” เว่ยโฉวลังเลเล็กน้อยก่อนกล่าวว่า “ข้าเป็นบุตรชายของหญิงรับใช้ในค่าย แม้แต่ชื่อสกุลก็ใช้ของมารดา ท…ท่านไม่ดูแคลนข้าหรือ?”
หลินมู่อวี่บังคับม้าให้หยุดในทันที และพูดด้วยสีหน้าจร