นกรอดแล้วจับกระบี่พุ่งขึ้นไป องครักษ์อวี้หลินสองนายด้านหลังรีบกล่าว “ใต้เท้าฉู่ฮว๋ายเหมี่ยน ห้ามขึ้นชั้นสองนะขอรับ เป็นรับสั่งของฝ่าบาท!”
แต่ฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนยังคงพุ่งขึ้นไปที่ชั้นสอง กวาดตามอง เห็นแต่กองกระดูกสีขาว
“อาอวี่…” เขาสับสนทันที ยืนตะลึงนิ่งอยู่ตรงนั้น “อาอวี่…ทำไมเจ้าถึงจากไปแบบนี้…เจ้ารู้ไหมว่าอาเหยากำลังรอเจ้ากลับไป เจ้าเด็กเวรไม่รักษาคำพูด! เจ้า…”
ด้านหลัง องครักษ์อวี้หลินนายหนึ่งกล่าวเสียงเบา “พี่ฉู่ พอเถอะ ขึ้นไปต่อไม่ได้แล้ว มิเช่นนั้นฝ่าบาทจะเอาผิดท่านได้”
ไม่นานนัก ฉู่ฮว๋ายเหมี่ยนและองครักษ์อวี้หลินสามนายออกมาจากเจดีย์ทงเทียน หน้าซีดไร้ชีวิตชีวาและสิ้นหวัง
ฉินอินและถังเสี่ยวซีจึงทราบคำตอบแล้ว
“แซ่ก แซ่ก…”
ฉินจิ้นในชุดมังกรทรงลงจากหลังม้า เสด็จมาข้างฉินอิน ทรงประคองไหล่ของบุตรี ตรัสด้วยเสียงอ่อน “ฉินอิน ยอมแพ้เถอะ หลินมู่อวี่ไม่อาจทนผ่านยี่สิบวันได้ กลับไปกับพ่อเถอะ”
“ไม่”
ฉินอินกัดพระโอษฐ์ ดวงเนตรคู่งามเปล่งประกายเด็ดเดี่ยว ตรัสขึ้น “นี่เพิ่งจะยี่สิบวัน ยังไม่ครบหนึ่งเดือน อาอวี่ต้องออกมา ท่านพ่อเสด็จกลับไปเถอะเพคะ หม่อมฉันจะเฝ้าอยู่ที่นี่”
ฉินจิ้นถอนหายใจ “ก็ได้…ครบสามสิบวันเจ้าต้องกลับตำหนักเจ๋อเทียน! ใต้เท้าเหลยหง ท่านอยู่ที่นี่รับหน้าที่คุ้มกันองค์หญิงอินเถอะ”
เหลยหงประสานมือ “กระหม่อมรับคำสั่งพ่ะย่ะค่ะ”
ฉินจิ้นเหลือบมองถังเสี่ยวซี ก่อนตรัสถาม “เสี่ยวซี เจ้าเอ